วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559

HRK x GRMXIII เอกเบส TGS 2016

ผมไม่เคยคิด ว่าหลังจากเหตุการณ์ใน 'วันนั้น' แล้ว ผมจะยังมีโอกาสได้มายืนอยู่ที่นี่ กับ 'คนคนนี้' อีก

เหมือนได้ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน 

"ยังไงก็ฝากน้องๆ ด้วยนะวี่ ใกล้เสร็จแล้วโทรมานะ พี่จะไปรอที่รถนะครับ"

เสียงพูดคุยของคนข้างๆ ปลุกผมที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อยให้กลับมาสู่ปัจจุบัน ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่มุมหนึ่งของงาน TGS 2016 มุมซึ่งลับสายตาพอที่เหล่าแฟนๆ ของเกมเมอร์ชื่อดังคนหนึ่งจะไม่สังเกตเห็น

คนคนนั้นกำลังฝากฝังเหล่าน้องๆ ซึ่งก็คือ 'โบ๊ะบ๊ะแฟมิลี่' ไว้กับแฟนสาวคนสำคัญ มองน้องๆ ที่ผมเองก็รู้จักอย่างกล้ากับยืน และคนใหม่อีกสองคนแล้วจู่ๆ ผมก็รู้สึกสงสารเรวี่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่สงสัยว่าผมจะแสดงออกทางสีหน้ามากไปหน่อย จึงถูกสังเกตเห็น

"ทำหน้าอะไรของคุณน่ะครับ ง่วงก็ไปนอน นะ"

"ก็คุณช้าอ่ะครับ ผมจะหลับทั้งยืนอยู่แล้ว" กวนมากวนกลับครับ ไม่โกง

"อยาก'หลับ'กับไอ้ยืน? ทำไมคุณมึงเป็นคนแบบนี้ กับน้องกับนุ่งก็ไม่เว้น"

"พี่ ผมไปเกี่ยวไรอ่าาาา"

ยืน หรือพีที่อยู่ดีๆ ก็โดนคนหน้ามึนดึงไปเกี่ยวออกตัวโวยวาย เสียงหัวเราะทุ้มต่ำอย่างถูกใจที่แกล้งคนสำเร็จ นิสัย..

พวกเราคุยอะไรกันอีกนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นคนข้างๆ กำชับทะโมนทั้งสี่ให้ทำตัวดีๆ ก่อนจะแยกกันเพื่อที่ทั้ง 5 คนจะไปยังบูธ twitch เรวี่ที่อมยิ้มเต็มแก้มก็พูดขึ้นมา

"วี่กับน้องไปก่อนนะ พี่เอกก็ไปเดท- เอ๊ย เดินเที่ยวงานกับพี่เบสให้สนุกล่ะ คิกคิก"

พูดจบไม่ทันให้พวกผมท้วงใดๆ แม่คุณก็ดันหลังน้องๆ ให้รีบเดินจากไปซะแล้ว

เอิ่ม สมกับเป็นสาววายตัวแม่จริงๆ

"งั้นไปคุณเบส เราก็ไปเดท เอ้ย เดินเที่ยวกันเถอะ" แหนะ นี่ก็เป็นไปด้วยเนอะ

ผมตวัดค้อนให้ แล้วเดินออกมาโดยไม่รอ แว่วเสียงหัวเราะเบาๆ ฟังดูโคตรน่าหมั่นไส้ ก่อนจะรู้สึกถึงน้ำหนักบนบ่า หันมองเห็นอีกคนกลั้นยิ้มจนตาหยี แกล้งกูได้นี่มีความสุขไม่เปลี่ยนเลยนะ

..ไม่เปลี่ยนไปเลย..

ทั้งที่กูกับมึง..

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

[Shot Doujinshi] Naruto - NaruSasu

[Shot Doujinshi] Naruto - Narusasu

ฝึกแปลโดสั้น แปลจากเวียดนาม แน่นอนว่าใช้อากู๋แปลเอาค่ะ 555
เราแปลจาก เวียดนาม >> Eng แล้วมาแปลงเป็นไทยอีกที

ผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ


credit; https://hauhosondong.wordpress.com/








หวงใช่มั้ยโตะ หวงเกะล่ะสินะ สินะๆ เกะเนื้อหอมต้องทำใจ ถึงกับต้องห่อแบกกลับบ้าน 555

เมฆเงิน : แปลไทย

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Pic: วันๆ ของปู่ก็เป็นแบบนี้แหละ


สวัสดีค่า ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ 'stroke thailand ตามติดชีวิตคุณปู่' กันนะคะ

เนื่องจากเทปนี้เป็นเทปแรก เพราะฉะนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใด โปรดมองข้ามๆ มันไปก็แล้วกันนะคะ /ฉัวะ โดนฟันดับ

อนึ่งการถ่ายทำภาพนิ่งชุดนี้ได้รับความอนุเคราะห์กล้องจากโทรศัพท์พกพายี่ห้อ NO-ตื๊ด- ของซานิวะเมฆเงินเอง ดังนั้นความคมชัดของภาพจะอยู่ที่ระดับติดลบสิบ  กรุณาทำใจก่อนการรับชมด้วยนะคะ


ณ สวนดอกไม้หลังฮงมารุแห่งหนึ่ง

เมฆเงิน: เอ ท่านปู่หายไปไหนหว่า เห็นเดินออกมาเมื่อกี้นี้เอง

??: ฮะฮะฮะ

เมฆเงิน: อาเร๊ะ?! 

เสียงคุ้นๆ ดังมาจากแปลงดอกไม้สุดรักของมิทสึทาดะ 

ขวับ!

! ! ! ! ! !

เมฆเงิน: ท่านปู่ ! ! ! ! ! ! !  



มิคาสึกิ: มันร่วงลงมาใส่มือข้าเองนะ ข้าไม่ผิด

เมฆเงิน: . . . .

งานนี้ได้มีตัดครึ่งจันทร์เสี้ยว แทนตัดเชิงเทียนแน่ๆ /ปาดเหงื่อ

มิคาสึกิ: เด็กน้อย ไหนๆ เจ้าก็อุตส่าห์ออกมาตามข้าแล้ว งั้นก็อยู่เป็นเพื่อนข้าชมอาทิตย์ตกดินสิ

เมฆเงิน: ปฏิเสธได้มั้ยคะ *กลัวเจ้าของสวนมาเห็นแล้วจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด*

มิคาสึกิ: ฮะฮะฮะ /ยิ้มหวาน

ไม่ได้สินะ . .




#แต่งรูปได้เหร้มาก เมฆเงินผู้อ่อนด้อยด้านไอทีทุกชนิด โทษความผิดกล้องละกัน /อ้าว

เมฆเงิน: อุ๊ก โคตรเจ็บ



.

.

.


จบแล้วค่า เฮ รูปสุดท้ายก่อนลดแสงนี่เห็นเรือนร่างปู่ภายใต้ชุดซึ่งไร้ฮากามะชัดมากกกกก (ก ไก่ ล้านตัว) จริงๆ กะจะใส่เป็นโมเสกเซนเซอร์แต่มันดูติดเรทไป เลยเปลี่ยนเป็นทำให้ภาพมันดูดำๆ แทน ฮาาา

นี่เมฆเงินไม่ได้หื่นกับด๋อยเลยนะคะ แค่ว่าถ้าไม่ถอดฮากามะออกแล้วมันจะดัดขาปู่ให้เห็นว่ากำลังเดินไม่ได้ก็เท่านั้นเอ๊ง จริงจริ๊งงง 5555

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณคนที่หลงเข้ามาอ่านความเพ้อเจ้อของเมฆเงินจนจบนะคะ ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้าถ้าเมฆเงินได้กลับบ้านไปคลอเคลียปู่เน้อ

. . . .

ขอบคุณผู้สนับสนุนหลัก: โทรศัพท์มือถือ NO-ตื๊ด- 

นายแบบ: Nendoroid 511 Mikazuki Munechika

ช่างภาพ: เมฆเงิน

โลเกชั่น: กอคุณนายตื่นสายหน้าบ้านซานิวะเอง


วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

[OS] Daomu biji : เทียนไขกับเทียนเจิน

#dmbjdaily‬ project หัวข้อ “เทียน”
Title: เทียนไขกับเทียนเจิน
Pairing: ไม่มีค่ะ นายน้อยแค่บ่นกับตัวเอง แต่จะบอกว่าเป็นผิงเสียก็ได้ค่ะ
Rate: PG


............................................


ผมนั่งมองเปลวเทียนบนโต๊ะทำงานมาได้ซักพักแล้ว ตรงหน้ามีสมุดบัญชีที่เปิดค้างไว้อยู่ แสงจากเทียนเล่มน้อยแม้ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นมากมายแถมยังจะพาให้สายตาเสีย แต่ก็ยังดีกว่าทนตรวจงานท่ามกลางความมืดของคืนข้างแรมล่ะนะ



วันนี้ไม่รู้เป็นวันซวยอะไร การไฟฟ้าสั่งตัดไฟเพื่อซ่อมบำรุงแหล่งจ่ายไฟใหญ่ประจำปีพอดี ผมต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จภายในคืนนี้ พรุ่งนี้ต้องเดินทางขึ้นเหนือกันแต่เช้าแล้ว จะปล่อยทิ้งค้างคาไว้ก็กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับมาสะสางอีก



ถึงคราวนี้ผมจะไม่ได้พาหวังเหมิงไปด้วย แต่งานบางอย่างยังฝากไว้กับเขาไม่ได้ จริงอยู่ที่ในช่วงเก้าปีมานี้หวังเหมิงเก่งขึ้นมากพอจะเป็นมือขวาให้แก่ผมได้ จนผมอดคิดไม่ได้ว่าดีแล้วที่เมื่อตอนนั้นไม่ได้ไล่เจ้าลูกน้องหกร้อยหยวนนี่ออกไป



ช่วงหลายปีมานี้ผมผ่านอะไรมามากมาย หลังจากทำใจเรื่องเสี่ยวเกอได้ผมก็เริ่มเข้าไปบริหารกิจการของอาสามอย่างเต็มตัว อาศัยการช่วยเหลือจากเสี่ยวฮัวสร้างฐานอำนาจ คัดเลือกพวกเลือดใหม่สร้างทีมสำหรับคว่ำกรวยที่เป็นของผมโดยเฉพาะขึ้นมา ในช่วงสองสามปีแรกผมไม่ได้ติดต่อหานายอ้วนเลย เรื่องของหยุนไฉ่มีผลต่อจิตใจของเขาเกินไปผมไม่อยากไปรบกวน



จนหลังจากนั้นได้ซักหนึ่งปี ย่างเข้าฤดูหนาวปีที่ 4 ที่เสี่ยวเจอจากไป ผมออกตรวจหน้าด่านร่วมกับเสี่ยวฮัวตามปกติ เมื่อกลับมาที่ร้านหวังเหมิงบอกว่ามีคนมารอพบเป็นเพื่อนเก่าของผม คนๆ นั้นคือนายอ้วน เขาดูเปลี่ยนไปมากดูผอมลงกว่าเดิมรอบหนึ่งได้ หน้าตาดูแก่ลงจากตอนที่เราแยกกันซักสิบปี ผมของเขาเริ่มมีสีดอกเลาแซมน้อยๆ แล้ว



ผมถามเขาว่ามีธุระอะไรถึงได้มาหา นายอ้วนขมวดคิ้วเอ่ยปากว่า ‘นายดูแปลกไปนะเทียนเจิน เหมือนทำอะไรหายไปซะแล้ว สิ่งที่สำคัญมากซะด้วย’



ผมหัวเราะ เข้าใจความหมายในคำพูดของเขาเป็นอย่างดี เอ่ยตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ‘ถ้าการทิ้งบางอย่างไปจะทำให้ฉันได้ครอบครองสิ่งที่ต้องการ ฉันก็ยอม’



หลังจากนั้นเราพูดคุยถึงเรื่องเก่าๆ กันอีกนิดหน่อย นายอ้วนมาหาคราวนี้เพราะได้ข่าวมาว่าผมกลายเป็นตะเกียบคีบลามะเจ้าใหญ่แทนที่อาสามไปแล้ว เขาคงนึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของผม ในวงการคว่ำกรวยนี้หากไม่ใช่เดนตาย ก็มีแต่ผู้มีอิทธิผลเบื้องหลังทั้งนั้น แต่พอมาเห็นตัวผมในตอนนี้เขาคงวางใจได้ แม้จะแอบเสียดายบางอย่างอยู่



นายอ้วนออกปากอาสาจะเป็นผู้ช่วยให้ถ้าผมจะลงดินครั้งต่อไป เรื่องส่วนแบ่งเขาไม่เกี่ยง ขอแค่ค่าน้ำร้อนน้ำชาซักสามสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพอ ผมยิ้มให้เขาจับมือตกลงร่วมงานกัน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ผมทำงานใหญ่ข้างกายจะมีนายอ้วนเคียงข้างเสมอ บางครั้งหวังเหมิงที่ผมเพิ่งค้นพบว่ามีฝีมือพอตัวก็จะไปด้วย ส่วนเสี่ยวฮัวหลังจากนายอ้วนกลับมาเขาขออยู่เป็นแนวหลังช่วยผมแทน





.....................



วูบ..



เปลวแสงเริ่มวูบไหวเมื่อตัวเทียนเหลือเพียงหนึ่งในสี่ นี่ผมเหม่อไปนานขนาดนี้เชียว?



น้ำตาเทียนหลอมละลายไหลหยดลงยังพื้นเบื้องล่าง อีกไม่นานเทียนเล่มนี้คงมอดดับไป ตัวผมเองก็คงจะเป็นแบบนั้น กลิ่นคาวเลือดชโลมสองมือ สีแดงทับถมจนกลายเป็นสีดำ ล้างอย่างไรก็ไม่มีวันออก ตัวตนเมื่อเก้าปีก่อนของผมถูกไฟของโลกเบื้องหลังเผาไหม้จนไม่เหลือแม้แต่ไส้เทียน



คำพูดของเสี่ยอ้วนในวันนั้นยังก้องอยู่ในหัวผมเสมอ ของสำคัญที่ผมทำหายไป ยอมละทิ้งมันไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ…



“เทียนเจินอู๋เสีย”






fin.


289 days left… ก่อนเราจะพบกันที่ฉางไป๋ซาน

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Fic Touken Ranbu: สุราใต้แสงโคม

Fic Touken Ranbu: สุราใต้แสงโคม

Pairing: Nagasone Kotetsu x Hachisuka Kotatsu
Rate: NC-18(?)
Warning: หลุดคาแรกเตอร์แน่นอนค่ะ นิสัยตัวละครซานิวะผู้นี้มโนเอาล้วนๆค่ะ 5555
ปล. ไม่ชินกับภาษาอย่างแรง อาจจะมีคำแปลกๆเยอะนะคะ



……




...ข้าไม่รู้…  ไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้วว่าตนเองมาอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร...


“อะ.. อา..”


...สติพร่าเบลอลงทุกที มีเพียงกายอันร้อนเร่านี้เท่านั้นที่เด่นชัด...


“.. ฮะ.. ตรงนั้น..”


...ภาพที่มองเห็นผ่านม่านน้ำบางเบานี้ฉายร่างของใครคนหนึ่งเลือนราง...


“อ๊าา.. จะถึง.. อะ..”


...แต่ตัวข้านั้นรู้ดี…


รู้จักคนผู้นี้ดียิ่งกว่าใคร และไม่มีผู้ใดจะมารู้จักตัวตนของคนผู้นี้ไปกว่าข้าอีกแล้ว


“อา.. นากาโซเนะ…”


.



.



.



.



.



.



วันนี้ที่ปราสาทบรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษเพราะท่านซานิวะเพิ่งจะรับจิตวิญญาณแห่งดาบตนใหม่มาจากการสู้รบกับเคบิอิชิในสนามรบที่อาสึคาชิยามะ ดาบทุกตนนอกจากทัพหลักซึ่งยังไม่กลับมาจากสนามรบต่างวิ่งวุ่นวายเพื่อจัดเตรียมงานฉลองตามคำสั่งของนายท่านที่ถูกส่งมาโดยมาเร็วเมื่อเย็นนี้ โชคยังดีที่ทัพสำรวจกลับมาได้ทัน งานจึงไม่หนักมากนัก


เป็นเพราะช่วงนี้มีศัตรูตัวร้ายอย่างเคบิอิชิโผล่มาบ่อยๆ นายท่านจึงมักจะติดตามทัพหลักออกไปด้วยบ่อยครั้งขึ้น ถึงแม้โคกิทสึเนะจะพยายามโน้มน้าวด้วยความเป็นห่วงแต่สุดท้ายก็ต้องยอมใจอ่อนพาท่านไปด้วยอยู่ดี


และเพื่อให้งานทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนที่ทัพหลักจะกลับมา ดาบทุกเล่มไม่เว้นแม้แต่บรรดาเด็กๆ มีดสั้นต่างถูกจัดสรรปันส่วนงาน คะเซ็นคาเนซาดะคอยกำกับดูแลและควบคุมงานครัวไปในตัว ถึงช่วงนี้นายท่านจะไม่ค่อยเรียกใช้งานเขาเหมือนอย่างเก่าแต่ยังคงให้ความสำคัญเสมอในฐานะคนสนิทที่เคียงกายมานานที่สุด ซึ่งแม้แต่โคกิทสึเนะมารุคนโปรดของนายท่านเองก็ยังต้องให้ความเคารพแก่คนผู้นี้


ตัวข้าถูกสั่งให้มาช่วยงานในครัว เพื่อจัดเตรียมสำรับสำหรับคน 43 คน โดยมีโชคุไดคิริเป็นหัวหลักในการทำ ตัวข้า คะเซ็น โฮริคาว่า คอยเป็นลูกมือในการช่วยปรุง ส่วนพวกเด็กๆ มีดสั้นและอิจิโกะฮิโตะฟุริช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ในห้องโถงใหญ่ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกันของทุกคน ไม่ช้างานก็เสร็จสมบูรณ์ทันเวลาที่ทัพหลักและท่านซานิวะเดินทางกลับมาถึงในยามที่จันทราเปลี่ยนแทนที่ดวงตะวัน คะเซ็นคาเนะซาดะเป็นคนแรกที่ออกไปต้อนรับยังหน้าเรือน


“โอคาริ ยินดีต้อนรับกลับขอรับนายท่าน”


“ยินดีต้อนรับกลับนะครับนายท่าน”


“นายท่านนน ไหนดาบใหม่เหรอครับ”


“วันนี้ก็เหนื่อยหน่อยนะครับคาเนะซัง”


เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยต้อนรับ และตามมาด้วยบรรดาคำทักทายอีกมากมายจากเด็กๆ มีดสั้นซึ่งเข้าไปรุมล้อมเมื่อนายท่านลงจากหลังมาอย่างตื่นเต้นที่จะได้เห็นสมาชิกใหม่ของเรือน


“กลับมาแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะคะคะเซ็นซัง” เสียงหวานกล่าวพร้อมยิ้มพราย


“ขอรับ ข้าจัดเตรียมทุกอย่างตามที่ท่านสั่งเอาไว้พร้อมแล้ว” ชายหนุ่มผมม่วงยิ้มตอบรับอย่างอ่อนโยน พลางเหลือบมองไปทางด้านหลังของนางเป็นเชิงถามถึงสมาชิกใหม่ ตั้งแต่นายท่านลงจากหลังม้าข้ายังไม่เห็นใครแปลกหน้านอกจากทัพหลักที่คุ้นเคยกันดี


“แล้ว… คนใหม่ล่ะขอรับ”


“อ้อ ข้ายังไม่ได้ปลุกเขาขึ้นมาน่ะ งั้นดีเลยเดี๋ยวเจ้าไปหานายช่างกับข้า ส่วนคนอื่นๆ ไปพักผ่อนตามสบายเถอะ เสร็จแล้วเราจะได้มาฉลองกัน” มือบางรับดาบในห่อผ้ามาจากโคกิทสึเนะมารุ ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงให้คะเซ็นตามนางไปโดยมีจิ้งจอกหนุ่มเดินเคียงกายไปไม่ห่าง


ข้าอดที่จะอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางที่ท่านซานิวะหันมาโวยวายใส่ใครอีกคนที่เดินตามไปทั้งที่ควรจะไปพักผ่อน ดาบแทบทุกเล่มต่างรู้ดีว่าจิตวิญญาณแห่งดาบบุตรของเทพอินาริคิดอย่างไรต่อนายท่าน คงจะเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่ยังคงปิดหูปิดตา ทำทีไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป ข้าหวังว่าสักวันเจ้าคงจะสมหวังนะโคกิทสึเนะมารุ


ลับร่างของทั้งสาม ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว และหลังจากนั้นไม่นานท่านซานิวะซึ่งกลับจากโรงตีดาบพร้อมผู้ติดตามทั้งสองและดาบเล่มใหม่ก็สั่งให้ตั้งโต๊ะสำรับเริ่มงานเลี้ยงฉลอง ไหสุราถูกนำออกมาเปิดและรินแจกจ่าย นอกจากเด็กๆ มีดสั้นและดาบบางตนที่นายท่านสั่งห้ามดื่มเด็ดขาดแล้วต่างก็ร่ำสุรากันอย่างสำราญ และแม้แต่ท่านซานิวะเองก็ดื่มไปไม่น้อยเช่นกัน


มื้อนี้ควรจะเป็นมื้อที่ทุกคนมีความสุขเพราะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา แต่ตัวข้ากลับดื่มกินอย่างฝืนกลั้นเต็มที เหล้าเลิศรสที่ควรจะหอมหวานกลับขมปร่าแสบร้อน อาหารตรงหน้าถูกแตะเพียงนิดทั้งที่โชคุไดทำออกมาได้อร่อยไม่เปลี่ยน และยิ่งยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำจากกลุ่มดาบข้างกายนายท่านตรงริมประตู ตัวข้าก็ยิ่งรู้สึกผะอืดผะอม


ฮาโอริสีขาวดำที่ข้าเกลียด ปากที่เอ่ยวาจาอย่างถือดีที่ข้าแสนชัง ใบหน้าคมเข้มมีเสน่ห์ที่ข้าไม่อยากจะมอง ยิ่งลูกแก้วอำพันแสนจองหองคู่นั้นทุกครั้งที่บังเอิญผินมาสบตายิ่งฉายประกายระริกรื่น ทำให้ข้ารู้สึกอยากกระชากมันออกมาดับแสงเสียให้สิ้น ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นเจ้านั่นล้วนแล้วแต่ทำให้ข้าไม่อยากใช้อากาศร่วมหายใจ


...เป็นแค่ของเลียนแบบแท้ๆ ยังมีหน้ามาใช้นามโคเท็ตสึอย่างหน้าชื่นตาบาน...


“ท่านพี่ฮาจิสึกะ.. ท่านพี่!”


“อ๊ะ มีอะไรงั้นเหรอ” เสียงเรียกข้างกายปลุกข้าตื่นจากภวังค์ความคิด สายตาเป็นห่วงเป็นใยที่น้องชายส่งมาให้ช่วยลดทอนความขัดเคืองในใจข้าให้บรรเทาลง



“ข้าเรียกท่านตั้งหลายรอบแล้วนะขอรับ ท่านพี่มัวแต่สนใจสิ่งใดกัน ข้านั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคนแท้ๆ”


ใบหน้างอง้ำพร้อมแก้มที่พองออกอย่างเอาแต่ใจทำให้ข้านึกเอ็นดูจนต้องยื่นมือไปขยี้ศีรษะประดับเรือนผมสีส้มอย่างมันเขี้ยว นั่นสินะ ข้ามีน้องชายที่น่ารักอยู่ทั้งคนแท้ๆ จะไปสนอะไรกับพี่ชายจอมปลอมที่ข้าไม่มีวันยอมรับกัน


“ฮะฮะ ดูทำหน้าเข้าสิ ข้าแค่คิดว่าถ้าได้นั่งจิบสาเกกับนายท่านอย่างพวกทัพหลักก็คงไม่เลวก็เท่านั้นเอง”


“จริงๆนะ ไม่ใช่ว่าท่านมอง..” ปลายเสียงเบาลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ


“หืม เจ้าว่าอะไรนะ”


“.. เปล่าหรอก ข้าแค่จะถามว่าท่านพี่รู้สึกไม่สบายรึเปล่า ข้าเห็นท่านกินน้อยแถมดื่มทีก็ท่าทางราวกับว่าเหล้าในจอกนั่นเป็นยาพิษ” เสียงใสกล่าวอย่างเป็นห่วง มือบางยื่นมาแตะหลังมือข้าเป็นเชิงถามชวนให้ใจอุ่นซ่าน เพื่อไม่ให้อุราชิมาต้องเป็นกังวลกับเรื่องไร้สาระ ข้าจำต้องกลืนรสขมเฝื่อนในลำคอ แย้มรอยยิ้มตอบไป


“ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยเท่านั้น ขอบใจน..”


เพล้ง!!


“เฮ้ย! เจ้าพูดงี้ชักดาบออกมาตัดสินกับข้าเลยดีกว่า!”


“ไม่เอาน่า เจ้าเมามากแล้วนะ นั่งลงแล้วดื่มดีๆ เถอะ”


“หุบปาก! เจ้ากล้าพูดดูหมิ่นข้า คิดว่าจะจบง่ายๆ งั้นเรอะ!!”


“น่าๆ..”


เสียงโวยของอิสึมิโนะคามิ และเสียงทุ้มที่พยายามพูดอย่างใจเย็นจากอีกฝั่งชะงักคำพูดของข้าไว้เรียกให้หันไปมองยังอีกฝั่ง และภาพตรงหน้าที่เห็นก็ทำให้ข้ารู้สึกเดือดดาลขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ


ชายหนุ่มผมยาวในชุดสีแดงสดตะโกนชี้หน้าใส่ใครอีกคนอย่างเกรี้ยวกราด มือบางกุมด้ามดาบพร้อมชักออกจากฝักทั้งที่ร่างนั้นยืนโงนเงนเต็มที โฮริคาว่าที่พยายามจะเข้าไปปลอบให้คนที่พิษสุราเข้าตาสงบลงกลับถูกสะบัดออก และนั่นทำให้ร่างโปร่งซึ่งการทรงตัวติดลบสะดุดหงายไปข้างหลังตามแรงโน้มถ่วงก่อนที่มือของคนที่นั่งอยู่จะจับกระชากเปลี่ยนทิศทางที่ร่างโปร่งจะล้มลงเป็นบนหน้าตักแกร่งนั้นแทนตำแหน่งที่ท่านซานิวะกำลังนั่งอยู่


“คาเนะซัง!” สองเสียงประสานขึ้นอย่างตกใจ โอริคาว่าเป็นคนแรกที่พุ่งออกไปตามด้วยนายท่านที่ดูจะตกใจอยู่ไม่น้อย


“เป็นอะไรรึเปล่าครับ!” น้ำเสียงห่วงใยจากคู่หูละล่ำละลักถามอย่างเป็นห่วง ตามมาด้วยร่างบางของนายท่านที่นั่งคุกเข่าลงใกล้ๆ เพื่อสำรวจดูทั้งสองคน


“ไม่เป็นไรนะคะ ทั้งสองคน”


“ฮะฮะ ข้าคิดว่าไม่เป็นอะไรหรอก”


“ปล่อยข้านะเจ้าบ้า!” คนเมาโวยวายทุบตีเจ้าของอ้อนแขนจนแทบระบมจนต้องยอมปล่อยมือ ทันทีที่เป็นอิสระอิสึมิโนะคามิก็ทำท่าจะแผลงฤทธิ์อีกรอบจนโฮริคาว่าจำต้องลากกลับห้องไป นายท่านถามย้ำอีกฝ่ายอีกหลายครั้งจนแน่ใจว่าไม่ได้รับบาดเจ็บ ทุกคนก็ละความสนใจหันกลับมาฉลองกันต่ออย่างสนุกสนาน


ข้าละสายตากลับมาจิบสาเกเย็นชืดในจอกด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด จิตใจมันร้อนรุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็น แม้แต่เสียงเรียกจากท่านซานิวะที่นั่งลงข้างกาย ข้าก็ไม่แม้แต่จะได้ยินจนน้องชายสะกิดเรียกจึงรู้สึกตัว ร่างงามยิ้นอย่างไม่ถือสากับความไร้มารยาทนี้ ชักชวนข้าดื่มเหล้าหมักพิเศษที่ท่านได้มาโดยข้างกายก็ยังมีจิ้งจอกหนุ่มตามติดเช่นเดิม


🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿


จากยามสองล่วงเข้ายามสาม เหล่าเด็กน้อยถูกพาไปนอนจนหมดเหลือเพียงผู้ใหญ่ที่ยังคงร่ำสุรากันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา ซานิวะซึ่งเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวของบ้านเฝ้ามองดูเหล่าบรรดาดาบใต้อาณัติอย่างเปี่ยมสุขที่เห็นทุกคนยิ้มและหัวเราะอย่างสุขใจ โดยเฉพาะคนตรงหน้านางซึ่งตอนนี้วงหน้าแดงก่ำจากพิษสุรา นัยน์ตาสีหยดน้ำหยาดเยิ้มชวนมองประกอบกับรอยยิ้มหวานยิ่งส่งให้ฮาจิสึกะ โคเท็ตสึในยามนี้งดงามยิ่งนัก


คงต้องบอกว่าโชคช่างเข้าข้างนาง เพราะอุราชิม่าคุงที่หลับสนิทอยู่ข้างกายพี่ชายก่อนหน้านี้ถูกนางสั่งให้เฮชิคิริพาไปนอนรวมกับเด็กๆ บ้านโทชิโร่เรียบร้อยแล้ว เพียงเท่านี้ก็ไม่มีมารมาคอยขัดสิ่งที่นางตั้งใจจะทำ และต้องทำให้ได้ซะด้วย


“ฮาจิสึกะซัง.. ฮาจิสึกะซังคะ”


“อื้ม.. ว่างายขอรับนายท่าน” โอเค น้ำเสียงท่าทางไปซะขนาดนี้คงเมาได้ที่แล้วล่ะ ถึงเวลาที่นางจะเริ่มชักนำตัวละครถัดไป


“ข้าว่านี่ก็ดึกมาแล้ว ท่านน่าจะไปนอนพักได้แล้วนะคะ เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่ง”


“ไม่..ไม่เป็นราย ข้า..อึก. เดินไปเองได้” พูดพลางลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงให้นายสาวเห็นว่าตัวเองยังคงไหวจนเกือบจะล้มทิ่มไปเหมือนใครบางคนก่อนหน้านี้ ยังดีที่โคกิทสึเนะมารุคอยท่าอยู่ก่อนแล้วจึงคว้าเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มหัวฟาดไป


“แต่ข้าว่าไม่น่าไหวนะคะ รอประเดี๋ยวข้าจะไปเรียกคนมาพาท่านกลับห้อง ฝากด้วยล่ะโคกิทสึเนะ”

“ขอรับ”


เสียงหวานที่เจือแววห่วงใยทำให้ฮาจิสึกะนั่งลงอย่างจำยอมแม้สติจะเริ่มพร่าเลือนลงทุกที แว่วเสียงนายท่านคนงามเรียกขานคนผู้หนึ่ง ก่อนจะตามด้วยเสียงทุ้นต่ำคุ้นหูตอบรับแต่เขาไม่มีสติพอที่จะนึกออกอีกแล้วว่าใครกันที่นายท่านเรียกมา และกำลังสอดแขนประคองร่างปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงของเขาขึ้นแนบอก


“ข้าฝากเจ้าด้วยนะ ห้องของเขาอยู่ตรงมุมซ้ายสุดทางเดินฝั่งตะวันออก”


“ขอรับท่านซานิวะ ข้าจะพาเข้าไปเอง”


แว่วเสียงใสหัวเราะอย่างถูกใจดังขึ้นเบาๆ สัมผัสอุ่นที่แนบชิดพาให้รู้สึกสบายจนอยากจะหลับไปทั้งอย่างนี้ และก่อนที่คนมาช่วยพากลับห้องจะได้ทันก้าวเดินคนที่ถูกหิ้วปีกอยู่ก็ชิงหลับไปดื้อๆ ทั้งอย่างนั้น น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาในอ้อมแขนและลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าตัวคงหลับสนิทไปเป็นที่เรียบร้อย ร่างสูงทอดถอนใจพร้อมส่ายหัวน้อยๆ แขนแกร่งตวัดขึ้นอุ้มกระชับอ้อมกอด ก่อนจะเอ่ยขอตัวลาจากซานิวะสาวที่กำลังหัวเราะอย่างถูกใจดังขึ้นเรื่อยๆ จนจิ้งจอกข้างกายต้องสะกิดเตือน


🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿


ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในฐานะจิตวิญญาณแห่งดาบที่มีกายเนื้อ คงไม่มีเรื่องใดจะสั่นคลอนจิตใจและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจของนากาโซเนะ โคเท็ตสึผู้นี้ได้เท่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้อีกแล้ว



น้ำหนักที่ทิ้งลงมาบนหน้าตักทำให้ต้องเอนตัวไปทางด้านหลัง สัมผัสร้อนผ่าวของผิวเนื้อแนบชิดอกเปลือยเปล่า มือบางซุกซนที่เลื่อนลงต่ำจนเขาต้องหยุดเอาไวัก่อนที่อะไรมันจะสายเกินแก้ แต่ดูท่าเจ้าตัวซึ่งขณะนี้ไร้สติสัมปชัญยะเป็นที่เรียบร้อยจากฝีมือมอมเหล้าของท่านซานิวะจะไม่ได้รับรู้ในข้อนี้ กลับยิ่งบดเบียดสะโพกเสียดสีบิดวนกับตักแกร่งด้วยท่าทางยั่วเย้าชวนให้คุณธรรมที่ร่างสูงพยายามไขว่คว้ากระเด็นหายออกไป แล้วกระโจนเข้าใส่โรมรันกันอย่างบ้าคลั่ง



หากไม่คิดถึงผมที่จะตามมาหากเขาร่วมรักกับคนตรงหน้าไป จากแต่เดิมก็แทบจะมองหน้ากันไม่ได้ คงไม่แคล้วกลายเป็นความเกลียดชังสุดแสนที่อีกคนจะมอบให้เป็นแน่แท้ เพียงแค่คิดว่าจะถูกมองด้วยสายตามหยามเหยียดเช่นในอดีตเมื่อแรกพบ หัวใจก็พลันเจ็บแปลบ


เขาไม่อยากเห็นอีกแล้ว... แววตาว่างเปล่าที่ทอดมองมาราวกับเขาเป็นเพียงเศษธุลี ช่วงเวลาร้อยปีที่ความห่างเหินหดแคบลงมาจนอีกฝ่ายยอมให้เข้าใกล้ในระยะสายตามันมีค่าเกินกว่าที่เขาจะทำลายมันเพียงเพราะความต้องการเพียงแค่ชั่ววูบด้วยฤทธิ์ของสุรา


...อีกอย่าง ถึงแม้ชาติกำเนิดของเขาจะไม่แน่ชัดและถูกปฏิเสธ คนตรงหน้าก็ได้ชื่อว่าเป็นน้องชายของตนอยู่ดี...


"อึก หยุดเถอะฮาจิสึกะ ก่อนที่ข้าจะหยุดตัวเองไม่ได้..."


เอ่ยห้ามปรามพร้อมจับตรึงสะโพกมนให้หยุดนิ่ง แต่นั่นกลับเป็นการเปิดโอกาสให้มือที่เป็นอิสระได้ลูบไล้ไปตามแผ่นอกตึงแน่น นิ้วเรียวบดขยี้ติ่งไตสีเข้มเขี่ยวนหยอกล้อจนคนตรงหน้าต้องกัดฟันกรอด มืออีกข้างสอดยังท้ายทอยดึงกระชากร่างสูงเข้าหา ประกบปากนุ่มลงบดเคล้าคลอ ทั้งอ้อนวอนแล้วยั่วเย้าอยู่ในที


อำพันคู่งามเบิกกว้างขึ้น สัมผัสดูดดึงสัมผัสดูดดึงไล้เลียออดอ้อนอยู่ในทีพาให้ใจสั่น ฟันขาวขบเม้มหยอกเย้าชวนให้ใจสั่น ริมฝีปากหนาจำยอมเปิดทางให้ลิ้นเล็กเข้ากระหวัดเกี่ยวพัวพันอย่างลึกซึ้งตามที่อีกฝ่ายปรารถนา ในช่วงแรกมีเพียงร่างบางที่เป็นฝ่ายไล่ต้อนลิ้นร้อนซึ่งพยายามหดหนี ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายร่างสูงเองที่ส่งลิ้นชื้นเข้าพัวพันดูดดึงราวกับจะกลืนกินลงไป


เสียงบดจูบอย่างหิวกระหายดังขึ้นแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบของยามราตรี องศาที่ผลัดเปลี่ยนยิ่งเพิ่มความแนบชิดดูดดื่ม รสหอมหวานที่ผู้เป็นน้องชายมอบให้ค่อยๆ ละลายความยับยั้งของนากาโซเนะไปทีละน้อย



🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿



ฮาจิสึกะลอบยิ้มอยากถูกใจเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงบีบคลึงที่เพิ่มขึ้นตรงสะโพก อกบางยิ่งเบียดแนบชิดกับร่างด้านใต้ สองมือลูบไล้บดขยี้ยังยอดอกจนได้ยินเสียงครางต่ำจากร่างสูง ตัวเขาไม่รับรู้อะไรอีกแล้วนอกจากความต้องการที่มีต่อคนตรงหน้าจนแทบขาดใจ อยากให้มือคู่นั้นโอบกอดร่างนี้เอาไวั มอบสัมผัสเร่าร้อนให้แต่เพียงผู้เดียว


...มีแต่ข้าเพียงคนเดียว อย่าได้หันหาผู้ใดอื่นอีก โดยเฉพาะคนผู้นั้นที่เจ้าเอาแต่เฝ้ามอง…


สองร่างแนบชิดถ่ายทอดอุณหภูมิกายใหัแก่กัน ปราการที่ขวางกั้นมีเพียงกิโมโนอันหลุดลุ่ยของร่างบางซึ่งตอนนี้แหวกออกจนแทบเปลือยเปล่า สัมผัสแข็งเกร็งตรงใต้สะโพกบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเองก็ใกล้จะสิ้นสุดความอดทนแล้วเช่นกันนั้นยิ่งเป็นการเร่งให้ฮาจิสึกะเบียดแนบกลางกายของตนลงกับตักของร่างสูง ขาขาวอ้ากว้างคร่อมทับแนบเบียด เสียดสีจนความฉ่ำเยิ้มเปื้อนออกมานอกอาภรณ์


...อีกนิดเดียวเท่านั้น...


ปากบางผละออกจากจุมพิตร้อนแรงแตะแนบลงยังปลายคางสาก ขบเม้มดูดดึงจนขึ้นสี ก่อนมือเรียวแตะลงยังแขนแกร่งชักพาให้ร่างสูงปรนเปรอตนไปตามเรือนกายผุดผาด บังคับนิ้วยาวสอดใส่ยังช่องทางสีหวานที่ยังคงปิดสนิท เสียงหวานจะร้องครางออกมาอย่างถูกใจเมื่อนิ้วแกร่งสะกิดเย้ารอบรอยจีบก่อนสอดใส่เข้าไปอย่างที่ตนต้องการ


แรงตอดรัดตรงปลายนิ้วพาให้นากาโซเนะแทบคลุ้มคลั่ง น้องชายของเขาในยามนี้ช่างหอมหวานไปทุกส่วน ความเป็นชายปวดตึงจนคับแน่นและยิ่งจำนวนนิ้วในช่องด้านหลังถูกเพิ่มขึ้น สะโพกนุ่มก็ยิ่งบดเคล้าลงมายังแก่นกายของเขาอย่างหนักหน่วง จนทำให้ในตอนนี้ร่างสูงแทบอยากจะฉีกทึ้งความผิดชอบชั่วดี กระชากร่างแสนซนจอมยั่วคนนี้กดลงใต้ร่างแล้วทำตามความปรารถนาที่พลุ่งอยู่ในอกให้สมใจ


แต่เพราะสติที่ยังเหลืออยู่คอยย้ำเตือนถึงผลที่จะตามมาช่วยฉุดรั้งเอาไว้ ไม่ให้ทำอะไรไปมากกว่านี้ นากาโซเนะคิดเพียงแค่ว่าหากเขาอดทนเอาไว้ได้ ขอแค่ช่วยให้ร่างบางปลดปล่อยอีกฝ่ายคงจะผละจากไปเอง


...ซึ่งมานึกย้อนดูหลังจากผ่านเรื่องราวในคืนนี้ไปแล้วความคิดของเขามันผิดโดยสิ้นเชิง…


ฮาจิสึกะรู้สึกขัดใจยิ่ง เมื่อดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงไม่คิดจะทำอะไรไปมากกว่านี้ ทั้งที่ตรงส่วนนั้นร้อนผ่าวถึงขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่นอกจากทำตามที่เขาชักพาร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะทำในสิ่งที่เขาต้องการเสียที ตัวเขาในตอนนี้เพียงแค่การสอดใส่ด้วยนิ้วนั้นไม่เพียงพอ


...มากกว่านี้...


...สัมผัสร่างนี้ให้มากกว่านี้…


...เติมเต็มตัวตนของเจ้าแก่ข้า…


"อา.. นากาโซเนะ  ได้โปรด..."




...ได้โปรด โอบกอดข้าที..
.


.


.


.


.


.










END or TBC.?

หน้าเว็บ