วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

One shot Quan Zhi Gao Shou : มากับฝน #HBDtoYeXiu

One shot Quan Zhi Gao Shou : มากับฝน 
Rate : PG
**สปอยล์ตัวละครคนที่คุณก็รู้ว่าใคร**
หมายเหตุ : เป็นฟิคแต่งขึ้นเพื่อร่วมกิจกรรม #HBDtoYeXiu ของกลุ่ม Y ค่ะ
.
.
.
.
.
.
.
.
Pairing : ส่านซิว
.
.
.
.
.
นี่...เคยได้ยินเรื่องเล่าตามแถบชนบทไหม?

ว่ากันว่า ในคืนฝนตกหนัก วิญญาณของคนที่ตายตาไม่หลับ จะกลับมา เพราะสายฝนที่ตกลงมา จะช่วยกลบเสียงฝีเท้าของพวกเขาเอาไว้

ถ้าหากไม่อยากถูกพาตัวไป จงอย่าขานรับ จงอย่าได้ก้าวออกจากบ้านไป ในคืนฝนพรำ...
.
.
.
.
.
กลางดึกคืนหนึ่งในฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว ฝนหลงฤดูกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะนี่คือกลางหน้าร้อน ถึงฝนจะตก ทว่าอากาศกลับไม่ได้เย็นขึ้นเลยแม้แต่น้อย

เขาพลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่บนฟูกเก่าๆ เหงื่อไหลจนชุ่มไปทั้งตัว เหนอะหนะเกินจะทนกับความอบอ้าวของคืนนี้ ชายหนุ่มทนข่มตานอนอยู่อีกสักพัก รู้สึกทนไม่ได้อีกต่อไป ตัดสินใจสะบัดผ้าห่มผืนบางออกจากกาย เตรียมลุกไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น

เพราะที่นี่คือแถบชนบทห่างไกล น้ำไฟยังเข้าไม่ถึงบ้านทุกหลัง พอฝนเทลงมาหนักๆ แบบนี้ที ไฟฟ้าก็พลอยใช้ไม่ได้ไปตั่งแต่เมื่อตอนค่ำแล้ว

เขาถอนหายใจ อาศัยความเคยชินคลำทางจากฟูกไปยังโต๊ะเก่าๆ ตัวหนึ่งริมผนัง คว้าเอาไฟแช็กซึ่งวางไว้ข้างซองบุหรี่ขึ้นมาจุดไล่ความมืด บ้านดินแบบโบราณ เมื่อกระทบเปลวแสงก่อให้เกิดเงาพิกลพิกาล เขาไม่ไปสนใจ เดินออกจากห้องไปเพื่อหาตะเกียงน้ำมัน

ด้วยฐานะที่ไม่ได้ดีอะไรมาก บ้านหลังนี้จึงมีเพียงห้องรับแขกติดประตู ห้องนอน และมุมทำครัวเล็กๆ เท่านั้น

ไม่นานเขาก็เจอตะเกียงเก่าๆ อันหนึ่งตรงมุมห้องนั่งเล่น ขณะกำลังจะจุดไฟ ทั่วทั้งห้องพลันสว่างวาบ ตามมาด้วยเสียงครืนครางสนั่นหวั่นไหว เขาตกใจจนทำไฟแช็กหลุดมือ ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความขวัญอ่อนของตัวเอง ก้มตัวลงเพื่อที่จะหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดตะเกียงใหม่

ท่ามกลางเสียงสายฝนสาดซัด เขาได้ยินเสียงบางอย่าง...

มือที่กำลังจะเอื้อมไปถึงพลันหยุดชัก หัวใจเต้นระรัวแข่งกับฝนข้างนอก เขาหยุดนิ่งทุกอย่าง ตั้งใจฟังเสียงนั้นอีกที

!!!

ถึงจะแผ่วเบา แต่เขามั่นใจ ว่ามันคือเสียงฝีเท้า!

ในหัวประหวัดคิดถึงเรื่องเราของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน คืนฝนตกหนัก ท่ามกลางเสียงฝน คนตายจะกลับมารับคนที่ยังห่วงหา เขาไม่ได้เกิดในแถบนี้ เพียงแต่ย้ายมาไม่นาน ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสาง ทว่า ในขณะนี้ เขากลับกลัวจนแม้แต่ขาสองข้างก็เริ่มสั่น

ฝนยังคงตกต่อเนื่องไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับเสียงหัวใจของชายหนุ่มที่ดังแข่งกับสายฝน เสียงฝีเท้าประหลาดยังคงดังอยู่ข้างนอกนั่น มันดังขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าจะคิดไปเองว่าหูฝาด เสียงย่ำน้ำของเท้าเปล่า ดึกดื่นแถมพระพิรุณกระหน่ำขนาดนี้ คงจะมีเพียงคนสติไม่ดีเท่านั้นถึงจะมาเดินอยู่!

เหงื่อเย็นๆ ไหลผ่านขมับ ทั่วร่างเกร็งสะท้านขึ้นมาเมื่อฟังจนแน่ใจแล้วว่า 'มัน' กำลังเดินวนอยู่รอบบ้านของเขา!

แต๊ง...

เฮือก!!

ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะร้องลั่น หันขวับไปมองที่มาของเสียง ตรงริมผนังห้อง นาฬิกาโบราณเรือนเก่าตีบอกเวลาเที่ยงคืนตรง เขาได้สติ รีบก้มตัวลงคว้าไฟแช็กขึ้นมาจึดตะเกียง พอมีแสงสว่าง จิตใจเขาจึงสงบขึ้น ลองเงี่ยหูฟังดูอีกครั้ง เสียงย้ำเท้าที่ได้ยินหายไปแล้ว

ถอนหายใจอย่างโล่งอก มือข้างที่ว่างยกขึ้นปาดเหงื่อบนหน้า เพราะดันไปฟังเรื่องเล่าบ้าๆ นั่นกับพวงลุงๆ ป้าๆ เมื่อเย็นแท้ๆ ตกดึกแบบนี้ถึงได้หูแว่วไป

เมื่อรู้สึกสบายใจขึ้น ความง่วงเริ่มกลับมาครอบงำอีกครั้ง ความรู้สึกไม่สบายตัวจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวและเสื้อที่ชุ่มเหงื่อกระตุ้นเร้าให้อยากอาบน้ำสักรอบก่อนนอน แต่ว่าเพราะบ้านหลังนี้ไม่ใหญ่ ห้องอาบน้ำจึงอยู่นอกตัวบ้าน ซ้ำร้าย โอ่งสำหรับใส่น้ำทำอาหารเขาเองก็เพิ่งยกไปรองน้ำฝนเมื่อช่วงค่ำก่อนเข้านอนนี่เอง

คิดถึงเรื่องเมื่อครู่แล้วความอยากอาบน้ำพลันลดลงจนติดลบ ถึงเขาจะไม่ใช่คนงมงาย แต่จะให้ออกไปตากฝนกลางฤดูร้อนก็ใช่ที คิดหาเหตุผลได้ดังนี้จึงตัดสินใจหันตัวกลับห้องนอนแทน

ก๊อก... ก๊อก...

ชั่วขณะที่หันตัว เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นเบื้องหลัง ชะงักขาข้างที่กำลังจะก้าวออกไปให้หยุดค้าง

ก๊อก... ก๊อก...

อีกแล้ว!

คราวนี้ถึงเสียงฝนจะดังสักแค่ไหน แต่เขามั่นใจว่าไม่ได้หูฝาด หรือคิดไปเอง มีคนกำลังเคาะประตูบ้านของเขาอยู่!

ประสาทตึงเครียดเขม็ง เสียงเคาะนั้นเบา จังหวะการเคาะเว้นช่วงยาวอย่างน่าแปลก หากเป็นคนทั่วไป การเคาะประตูคือเคาะสอง หรือสามจังหวะติดกัน แต่นี่การเคาะหนึ่งครั้ง กลับเว้นช่วงนานราว 6-7 วินาทีจึงเคาะครั้งที่สอง

เหงื่อเย็นๆ ไหลไปตามแผ่นหลัง สองมือของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาอยากวิ่งกลับเข้าห้องไปเสียเดี๋ยวนี้ ห่มผ้าข่มตาหลับไม่สนใจอะไรไปจนกว่าจะเช้า แต่อีกใจหนึ่งกลับคิดตรงกันข้าม อยากพุ่งไปทางประตู เปิดออกไปดูให้รู้กันไปเลย!

ชายหนุ่มยังคนยืนถือตะเกียงอยู่ที่เดิม แสงริบหรี่ของไส้ตะเกียงที่กำลังลุกไหม้ทาบทับลงบนเครื่องเรือนน้อยชิ้นภายในห้องจนเกิดเป็นเงาบิดเบี้ยว

เสียงเคาะยังคงอยู่...เช่นเดียวกับสายฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำ

ชั่ววินาทีหนึ่ง เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้า ทนไม่ไหวอีกต่อไป หันกลับวิ่งไปทางประตูอย่างไม่คิดชีวิต!

ระยะทางแค่ไม่กี่เมตร แต่เสมือนวิ่งระยะทางไกล ช่ยหนุ่มยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้าบานประตูเก่าๆ เสียงหัวใจกระหน่ำอยู่ใต้แผ่นอก วูบหนึ่งเขาเกิดความลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเอื้อมมือขวาไปยังกลอนประตู!

!!!

ขณะที่มือกำลังจะแตะถึงกลอนนั้น เขาพลันพบว่าเสียงเคาะที่ได้ยิน ตอนนี่เงียบลงไปแล้ว

สายฝนตกกระทบผืนดินเท่านั้นคือเสียงเพียงหนึ่งเดียวจากนอกบานประตู ชาบหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ความสงบของยามค่ำคืนกลับมาอีกครั้ง นอกจากเสียงหัวใจที่ค่อยๆ เต้นช้าลง ยังมีเสียงหอบหายใจอีกนึ่งเสียง

กล้ามเนื้อทุกมัดพลันเกร็งขึ้น เมื่อกี้เขารีบพุ่งมาที่ประตูก็จริง แต่ก็สงบลงจนลมหายใจเกือบเป็นปกติแล้ว ถ้าอย่างนั้น... เสียงลมหายใจนี่เป็นของใคร? หัวใจที่เพิ่งสงบลงพลันกลับมาเต้นระรัว เขาตัดสินใจกลั้นลมหายใจของตัวเองเพื่อทดสอบ

ฟืด!

ใช่จริงๆ ด้วย! มีเสียงลมหายใจที่ไม่ใช่ของเขาอีกหนึ่งเสียงอยู่ในห้องนี้!

ชายหนุ่มตัวแข็งทื่อ สองมือเปียกชุ่มจนเกือบทำตะเกียงหลุดมือ เขาเกร็งข้อนิ้วสุดชีวิต พยายามเงี่ยหูฟังเพื่อหาที่มาของเสียง

แสงจากตะเกียงเอียงไปวูบหนึ่งจนเกือบดับ เมื่อเขาพลันพบว่า เสียงนั่นดังมาจากข้างหลังตน!

เหงื่อเย็นๆ แตกพลั่ก เสียงฟืดฟาดราวกับคนเป็นโรคหอบหืดยังคงอยู่ ซ้ำยังดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่า 'สิ่งนั้น' ยืนติดประชิดแค่เพียงเอื้อม... ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านลำคอ ขนอ่อนพากันลุกเกรียว ไล่ลามไปทั่วทั้งตัว เขาแน่ใจแล้วว่า 'มัน' อยู่ข้างหลเขาจริงๆ !

เมื่อสติตึงเครียดจนถึงขีดสุด หากยังทนแบบนี้ต่อไป เขาต้องเป็นบ้าไปแน่ๆ สู้หันไปดูให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยจะดีกว่า!

ชั่วขณะที่ตัดสินใจได้ ทั้งร่างกลับต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อสัมผัสตรงไหล่ขวา บอกว่ามีมือข้างหนึ่งวางลงมา

สัมผัสจากมือข้างนั้นชวนขนลุกถึงขีดสุด มันเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ไร้สัญญาณของสิ่งมีชีวิต ความเย็นเยียบแผ่ซ่านจากไหล่ขวา พุ่งเข้าจับหัวใจจนแทบเสียสติ เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว หันขวับกลับไปตามสัญชาติญาณทันที!

ปัง!!

กรี๊ดดดด!!!

"เฮ้ พวกคุณยังไม่ไปนอนกันอีกเหรอ"

เสียงเอื่อยเฉื่อยดังขึ้นจากหน้าประตูที่ถูกดันเปิดอย่างแรงจนฟาดเข้ากับผนัง ใบหน้าจะตายมิตายแหล่ของเยี่ยซิวคืออย่างแรกที่เห็น

อตีดมหาเทพหาวออกมาทีหนึ่ง ใช้สายตาราวกับผู้ใหญ่มองเด็กๆ ไม่รู้จักโตกลุ่มหนึ่ง กลางค่ำกลางคืนฝนตกไฟดับ ไม่หลับไม่นอน มาตั้งชมรมเล่าเรื่องสยองขวัญกันในห้องซ้อมบนชั้นสองของร้านซิงซิน โดยเฉพาะบางคนที่อายุมากกว่าเขา แต่ดันเป็นหัวโจกชมรมนี้ที่กระโดดผึงขึ้นมา ชี้หน้าโวยวายใส่ทันที

"ทำบ้าอะไรของนายฮะ! เปิดประตูดีๆ ไม่เป็นรึไง!" สมาชิก no.1 ชมรมสยองขวัญ เฉินกั่ว ตวาดดังลั่นกลบเกลื่อรความอายที่เมื่อกี้ตนเผลอกรีดร้องซะดังลั่น ต้องโทษเจ้าคนน่าตายนั่น ที่ดันเปิดประตูซะดังตอนฉากไคลแมกซ์!

"แค่กๆ ผมเคาะประตูแล้วนะ แต่เหมือนพวกคุณจะไม่ได้ยิน แถมประตูนี่ยังฝืดอีก เลยเผลอออกแรงมากไปหน่อย เจ้านาย คุณควรเปลี่ยนประตูใหม่ได้แล้วนะ" เยี่ยซิวรีบกล่าวแก้ตัว

เฉินกั่วที่กำลังจะพุ่งไปบีบคอเยี่ยซิวพลันชะงัก เมื่อครู่พวกตนฟังเพลินไปหน่อย ยังเผลอคิดว่าเสียงเคาะในเรื่องเล่าดูสมจริงจนเหมือนได้ยินกับหูตัวเอง ที่แท้ เสียงเคาะเอื่อยๆ เหมือนคนไม่มีแรงนั่นก็คือเยี่ยซิวหรอกเหรอ!

คนที่เหลือที่เหลือที่กำลังนั่งล้อมวงกันหันไปมองทางประตู ซูมู่เฉิงโบกมือส่งให้ยิ้มๆ เยี่ยซิวเพียงส่งยิ้มฝืดเฝื่อนกลับมา ถังโหรวที่ถูกขัดจังหวะการเล่าเรื่องเพียงยิ้มนิดๆ ให้ ส่วนอีกคนที่เหลือนั้น ทันทีที่เห็นคนเป็นลูกพี่เต็มตาก็แทบถลาเข้าไปกอด จนเยี่ยซิวต้องใช้แรงอันน้อยนิดของตนผลักออก

"ลูกพี่! ลูกพี่เองก็จะมาฟังด้วยกันสินะ มามา เมื่อกี้น้องถังเล่ากำลังมันเลยนะลูกพี่!" เปาจื่อสมาชิกชายเพียงคนเดียวของขมรมสิ่งลี้ลับเอ่ยชักชวนอย่างร่าเริง

เยี่ยซิวถอนหายใจ กวาดตามองแต่ละคนแล้วพลันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เฉินกั่ว เปาจื่อ ถังโหรว แม้แต่น้องสาวแสนดีของเขา ซูมู่เฉิง ก็เป็นไปกับเขาด้วย

"เจ้านาย ไหนคุณบอกว่าพรุ่งนี้พวกเราจะไปเที่ยวกันไง ป่านนี้ยังไม่นอน พรุ่งนี้เกิดตื่นไม่ทัน ตกเครื่องขึ้นมาเสียดายเงินแย่เลย!"

เยี่ยซิวอ่อนใจ นายหญิงคนนี้หลังจากรู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของเขาก็คะยั้ยคะยอปนบีบบังคับให้เขาลางาน ไปเที่ยวพักผ่อนกับทุกคนให้ได้ เฉินกั่วกระตือรือร้นถึงขั้นวางแผนกับอีกสองสาวล่วงหน้าตั้งแต่อาทิตย์ก่อน แต่พอเมื่อคืนฝนตกหนัก ไฟดับจนต้องปิดร้าน เจ๊ใหญ่ท่านนี้ดันมาชวนเด็กๆ ตั้งวงเล่าเรื่องผีกันซะอย่างนั้น!

เยี่ยซิวก็ถูกชักชวน แต่เขาปฏิเสธไป แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนขวัญอ่อนอะไร แต่คนที่ชอบการนั่งอยู่หน้าจอคอม เล่นเกมทั้งวันมากกว่าจะออกไปไหนอย่างเขา การเดินทางนานๆ นับเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่ง

สมัยยังอยู่กับเจียซื่อ มีอยู่คืนหนึ่งก่อนวันแข่งขันกระชับมิตรกับหลานอวี่ เยี่ยซิวอยู่โต้รุ่ง PK กัยจอมปากมากบางคนจนเกือบอดนอน หลังจับเครื่องบินไปถึงเมือง B ปรากฏว่าเขามีไข้ ไม่สบายจนอ้วกไปหลายรอบ อาการหนักจนถึงขั้นต้องเลื่อนแข่งเพราะเขา

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำเอาเยี่ยซิวเข็ดขยาดการอดนอนก่อนเดินทางไปเลย

อีกอย่าง คืนนี้ฝนตกอากาศเย็นสบาย น่านอนจะตายชัก ใครมันจะไปอยากมานั่งถ่างตาฟังเรื่องไร้สาระกัน! แต่ไม่รู้เวรกรรมอะไร ห้องนอนใหม่ของเขาอยู่ติดกับห้องซ้อมนี้ ทั้งที่เสียงฝนก็ออกจะดัง ผนังก็ไม่ได้บาง เยี่ยซิวกลับได้ยินเสียงเล่าเรื่องของถังโหรวชัดเจนราวกับมานั่งฟังเอง

ทนฟังมาได้สักพักใหญ่ รู้สึกทนไม่ได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาจัดท่าใหญ่ ตีขัดสกิลของบอสเล็กถังโหรวจนเกือบโดนบอสใหญ่เฉินกั่วเขมือบหัวเอานี่แหละ!

ซูมู่เฉิงหัวเราะเสียงใส นิสัยของพี่ชายคนนี้ ไฉนเลยเธอจะไม่รู้ เยี่ยซิวลุกขึ้นมาขัดพวกตนก็เพราะกลัวจะนอนไม่พอจนเจ็ทแล็กอีกละสิ

เห็นแก่หน้าพี่ชายคนสนิท มู่เฉิงจึงเอ่ยปากว่านี่ก็ดึกมากแล้ว ตนตัดสินใจจะกลับไปนอน พลางหาวเล็กน้อยประกอบคำพูด เฉินกั่วเห็นไอดอลของตนบอกลาไปนอน พลันหมดอารมณ์จะอยู่ฟังต่อ จึงบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปนอน พรุ่งนี้จะได้ตื่นขึ้นมาสดชื่นพร้อมออกเดินทาง

เปาจื่อที่ตอนแรกยังงอแงอยากอยู่คุยกับลูกพี่ของตนต่อ พอได้ยินว่าพรุ่งนี้จะได้ไปเที่ยวก็หูผึ่งทันที ทำตัวเป็นเด็กดี รีบวิ่งเข้าห้องไปแปรงฟันนอน ก่อนไปยังไม่วายกันมาบอกคนอื่นให้รีบเข้านอนให้ครบ 8 ชั่วโมง เพื่อสุขอนามัยที่ดี ถังโหรดหลุดขำกับท่าทางนั้น ลุกขึ้นบิดขี้เกียจเล็กน้อยมก่อนขอตัวกลับห้องของตนไปพร้อมกับเฉินกั่ว

เมื่อทุกคนต่างแยกย้าย เยี่ยซิวจึงหันหลังเดินกลับห้องของตนบ้าง ข้างนอกฝนยังตกไม่ขาดสาย อากาศเย็นสบาย

ค่ำคืนนี้ ฝนตกหนักมากจริงๆ !
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว ข้างนอกนั่น เสียงฝนยังดังไม่ขาดสาย เยี่ยซิวพลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างอึดอัด ตั้งแต่กลับเข้ามาจากตอนนั้น เขาก็นอนไม่หลับอีกเลย...

อากาศที่เคยเย็นสบาย มาตอนนี้กลับร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไหลชุ่ม เยี่ยซิวนอนฟังเสียงฝนมาสักพักแล้ว เขาร้อน แต่ไม่มีความคิดที่จะลุกออกไปล้างหน้า แน่นอนว่าเขาขี้เกียจเกินกว่าจะทำมัน

อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้รู้สึกหมดแรงอย่างประหลาด ร่างกายอ่อนเพลียเกินกว่าจะลุกไหว แม้แต่แรงจะพลิกตัวยังแทบไม่มี

เยี่ยซิวหอบหายใจเล็กน้อย เขาง่วง แต่ก็ร้อนเกินกว่าจะข่มตาหลับ ทนอยู่แบบนี้ไปสักพัก เสียงพิรุณร่ำทำให้ความง่วงมาเยือนจนหนังตาเริ่มตก เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับไป ในหูพลันได้ยินเสียง ติ๊ด เบาๆ จากโต๊ะข้างเตียง

ทั้งที่เสียงนั้นเบา แต่ก็ทำให้เยี่ยซิวสะดุ้งตื่นขึ้นมาเล็กน้อย อดีตมหาเทพหรี่ตาที่ง่วงปรือ ฝืนเหลือบมองไปทางขวามือของเตียง นาฬิกาดิจิตอลที่ซูมู่เฉิงให้มา แสดงเวลา 00:00

วันนี้เป็นวันเกิดของเขาแล้ว...

นึกถึงใบหน้าตื่นเต้นยามมาคะยั้ยคะยอให้ตนยอมพัก ไปเที่ยวฉลองวันเกิดตัวเองของเฉินกั่วแล้ว ในใจพลันรู้สึกอุ่นขึ้น เยี่ยซิวผ่อนลมหายใจ พลิกตัวไปอีกทาง อากาศเริ่มเย็นลงอีกครั้งจนเริ่มรู้สึกสบาย แต่ก่อนที่เขาจะได้เข้าสู้ห้วงนิทรา สองหูพลันได้ยินเสียงบางอย่างจากนอกประตู

ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกหนัก อดีตมหาเทพตัวท็อปของกลอรี่มั่นใจว่าตนเองได้ยินเสียงฝีเท้า!

ด้วยประสบการณ์เกมสิบปี บวกกับทักษะในการฟังอันยอดเยี่ยมถึงขนาดระบุระยะห่างเป็นช่องตัวได้อย่างแม่นยำ เยี่ยซิวมั่นใจมาก ว่าตนไม่ได้หูฝาดไป เสียงที่ได้ยิน ฟังคล้ายเท้าเปลือยเปล่าคู่หนึ่งเหยียบย่ำลงบนแอ่งน้ำ หรือจะพูดให้ถูกคือ เท้าเปียกๆ ที่กำลังเดินอยู่บนทางเดินปูกระเบื้องข้างนอก!

จังหวะก้าวเดินเชื่องช้า ทว่ากลับดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากฝั่งทางบันได ผ่านห้องนอนใหญ่ของสองสาว ผ่านห้องซ้อมที่เมื่อครู่ถูกใช้เป็นห้องชมรมชั่วคราว จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องเขานี่เอง!

เยี่ยซิวแทบหยุดหายใจ

เขาไม่ใช่คนขวัญอ่อน แต่มาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้เข้า ร่างกายก็เกร็งไปหมด หัวใจเต้นถี่รัวจนเจ็บไปหมด เรื่องแบบนี้ ตนไม่มีประสบการณ์จริงๆ !

ไม่สิ ผีมีจริงซะที่ไหน มันก็แค่เรื่องเล่าเท่านั้นแหละ!

สมองคิดไปแบบนั้น แต่ใจกลับเต้นดังซะจนหนวกหู เยี่ยซิวยังคงเงี่ยหูฟังต่อ ว่าเจ้าของเสียงเดินนั่น จะทำอะไรต่อ เขารอคอยด้วยใจลุ้นระทึก จะเคาะประตูเหมือนกับในเรื่องไหม? หรือจะเดินผ่านไปเฉยๆ ?

เยี่ยซิวแทบกลั้นหายใจ รอคอยว่าเมื่อไหร่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้น

เนิ่นนาน...ทั้งห้องยังคงมีเพียงเสียงฝนข้างนอก และเสียงหัวใจที่ดังถี่รัวของเขา เยี่ยซิวไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เอาเสียเลย เขาเกลียดสถานการณ์ที่ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ที่สุด และการทำได้แต่รอคอย โดยไม่รู้วิธีรับมือเช่นนี้ ชวรให้อึดอัดจนแทบบ้าจริงๆ

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เยี่ยซิวเหนื่อยเกินกว่าจะหันไปมองนาฬิกาตรงข้างเตียง บรรยากาศเย็นฉ่ำจากภายนอก พาให้ง่วงงุนถึงขีดสุด พยายามฝืนประสาทเพ่งสมาธิไปที่ประตูอีกพักใหญ่...ยังคงไม่มีอะไรเหมือนเดิม

เยี่ยซิวผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าคงคิดมากไปเอง ทั้งที่อายุขนาดนี้ ยังเก็บเรื่องเล่าไร้สาระมาคิดจนละเมอเป็นตุเป็นตะ น่าขำไม่น้อย

เมื่อผ่อนคลาย จึงรู้สึกได้ถึงความเมื่อยล้า พราะเมื่อกี้เกร็งตัวในท่าตะแคงอยู่นาน แขนข้างซ้ายเริ่มออกอาการชาเสียแล้ว เยี่ยซิวขยับตัวเล็กน้อย พลิกตัวนอนหงายยืดเหยียดมือเท้าขับไล่ความเกร็ง

ทว่า ขณะกำลังคิดที่จะพลิกตะแคงไปอีกทางกลับต้องชะงัก กล้ามเนื้อที่เพิ่งผ่อนคลายได้ไม่นานกระตุกเกร็งราวกับจะเป็นตะคริว

มีบางอย่างทับอยู่บนตัวเขา!

เหงื่อเย็นๆ ไหลผ่านขมับ ชุดนอนที่ใส่เปียกชุ่มจนรู้สึกหนาวเสียดกระดูก โดยเฉพาะตั้งแต่อกลงไป เยี่ยซิวสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบเหมือนมีก้อนน้ำแข็งมาวางทาบ อึดอัดราวกับถูกทับอยู่ใต้กระสอบทราย

ขนหัวพลันระเบิดเมื่อรู้สึกได้ว่ามีมือข้างหนึ่งวางทาบลงบนหลังมือของเขา เยี่ยซิวมั่นใจ ว่ามันไม่ใช่มือมนุษย์ เพราะ 'คนเป็น' ที่ไหนจะไร้อุณหภูมิได้ถึงขนาดนี้!

ความหนาวเย็นแผ่ซ่านจากมือข้างที่โดนทาบทับ ขนอ่อนทั่วร่างพากันลุกชัน เมื่อสัมผัสได้ถึง 'มือ' ซึ่งกำลังลากไล้ขึ้นมาตามแขน เยี่ยซิวกลืนน้ำล่ยเหนียวหนืดคอ ภาวนาขอให้เรื่องบ้าๆ นี่จบสักที ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองแค่ฝันไปเท่านั้น!

ราวกับรู้ได้ถึงความนึกคิดของคนบนเตียง 'สิ่งนั้น' เหนือร่างพลันขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น 'มัน' ทำท่าราวกับกำลังโน้มตัวลงมาใกล้ใบหน้าของเขา

ใกล้...จนมองเห็นบางอย่างได้เลือนราง ท่ามกลางความมืดของราตรี

ชั่ววูบหนึ่ง เยี่ยซิวรู้สึกได้ว่าความอึดอัด และอากาศหนาวเสียดแทงหายไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นสายหนึ่ง มันอุ่นสบายจนเยี่ยซิวไม่อาจทนถ่างตาไหว สองตาหรี่ปรือลงช้าๆ ท่ามกลางสติที่เริ่มเลือนราง เขาได้สบกับดวงตาคู่หนึ่งที่แสนคุ้นเคย
.
.
.
.
.
.
.
.
"ฮ่าฮ่าฮ่า ทะเลจ๋า ลูกพี่เปามาหาแล้วจ้า"

เยี่ยซิวถอนหายใจขณะมองดูเจ้าหมาตัวโตพุ่งลงทะเลไป ก่อนจะเบือนหน้าดูตะวันตรงกลางหัว จุ๊จุ๊ ใส่แค่กางเกงขาสั้นตัวเดียวแบบนั้น นับถือๆ

ถังโหรวในชุดว่ายน้ำสีน้ำเงินหัวเราะให้กับพลังอันเปี่ยมล้นของเพื่อนร่วมทริปคนนี้ เพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อน เฉินกั่วจึงตัดสินใจพาทุกคนมาเที่ยวทะเล ถือเป็นการพักผ่อนหลังทำงานมาหลายเดือน พ่วงเลี้ยงฉลองวันเกิดใครบางคน

ใครบางคนที่ไม่ว่าจะที่ไหน ก็ยังทำตัวได้น่าโมโหเหมือนเคย!

เฉินกั่วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟังขณะมองดูเยี่ยซิวที่แปรสภาพกลายเป็นของเหลวบนเก้าอี้ผ้าใบริมหาด เจ้าหมอนี่เป็นโอตาคุขั้นรุนแรงแล้ว ทั้งที่ต้องเสียเวลากว่าจะลากออกจากห้องพักในโรงแรมได้ แต่นี่อะไร ดันมาทำตัวเป็นของไหล ไม่ยอมลุกไปไหนซะงั้น

เยี่ยซิวหยิบแก้วแตงโมปั่นบนโต๊ะมาดูดคลายร้อน มองนก มองทราย มองเปาจื่อในทะเล แต่ไม่ยอมหันไปมองบอสใหญ่ที่กำลังจะปล่อยสกิลถล่มตนข้างๆ สักนิด

จะระเบิดแล้ว! ตนจะโมโหจนระเบิดตายแล้วนะ!

สุดท้าย ไอดอลซูมู่เฉิงจึงต้องกระโดดออกมาปกป้องพี่ชาย ก่อนจะโดนบอสเขมือบหัว เฉินกั่วอย่างไรก็เกรงใจไอดอลของตน ความสำคัญของซูมู่เฉิงมาเป็นที่หนึ่ง จึงยอมพากันไปเดินเที่ยวกันสามสาว ก่อนไป ไม่วายฝากความอาฆาตไว้จนเยี่ยซิวขนลุกซู่

เมื่อทุกอย่างกลับสู้ความสงบ ลมทะเลพัดพาความเค็มขึ้นมากระทบใบหน้า บวกกับอากาศที่ร้อนพาให้รู้สึกเหนียวตัวนิดหน่อย เยี่ยซิวดูดน้ำจนหมดแก้ว ทำตัวเป็นสไลม์ติดเก้าอี้ผ้าใบ เหม่อมองไกลออกไปในทะเล เขาจำเรื่องเมื่อคืนได้อย่างชัดเจน ทว่าก็ราวกับเป็นความฝัน

เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเคาะเรียกของน้องสางซู พบว่าเช้าแล้ว

หลังจากสำรวจตัวเองอยู่บนเตียงพักหนึ่ง ไม่พบความผิดปกติใดๆ เยี่ยซิวคิดว่าเรื่องทั้งหมดคงแค่ตนละเมอเพ้อไปเอง ก้าวลงจากเตียง คว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป

ในยามที่เสื้อหลุดออกจากตัว เผยผิวกายหนเากระจก สิ่งที่สะท้อนกลับมาทำเอาเยี่ยซิวยืนตะลึง จ้องเงาในกระจกตัวเองจนตาแทบถลน

ตรงหน้าคือชายหนุ่มรูปรางผอมคนหนึ่ง ผิวขาวจนติดจะซีดนั้นยิ่งขับให้รอยบนแผ่นอกยิ่งเด่นชัด

เยี่ยซิวยกมืออันสั่นเทาแตะลงไปเบาๆ บน 'รอยจูบ' นับไม่ถ้วนเหล่านั้น ถึงเขาจะไม่เคยมีแฟน แต่ก็ใช่จะไร้เดียงสาถึงขั้นไม่รู้จักคิสมาร์ก

ดวงตาที่หรี่ปรืออยู่ตลอดเวลาพลันเบิกกว้าง นี่แสดงว่าทุกอย่างเมื่อคืนเกิดขึ้นจริง!

"หึ ยังขี้แกล้งเหมือนเคยเลยนะ"

ในหัวประหวัดถึงใบหน้าที่ได้เห็นก่อนจะสลบไป ริมฝีปากที่มักพ่นค่ำชวนให้บีบคออยู่เสมอพลันยกยิ้มขึ้นน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่เคยมอบให้ใคร รอยยิ้มที่ส่งไปให้คนเพียงคนเดียว

"สุขสันต์วันเกิดนะ เยี่ยซิว"

คำอวยพรวันเกิดที่อยากได้ยินที่สุด ปีนี้ เขาได้รับมันแล้ว

Fin.

.
.
.
.
หนีปืนดาบทวนเหล่าแม่ยกพี่มู่ เพราะอ่านคนรวมวิญญาณก่อนนอนแท้ๆ เลยเกิดเป็นฟิคใสๆ หัวใจเฮอเรอร์เรื่องนี้ขึ้นค่ะ ฟฟฟฟฟ

ตอนแรกที่แต่งไว้ว่าจะโนแพริ่ง แต่เอ้ มันก็เป็นส่านซิวได้นี่นา 555









ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หน้าเว็บ