วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Pic: วันๆ ของปู่ก็เป็นแบบนี้แหละ


สวัสดีค่า ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ 'stroke thailand ตามติดชีวิตคุณปู่' กันนะคะ

เนื่องจากเทปนี้เป็นเทปแรก เพราะฉะนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใด โปรดมองข้ามๆ มันไปก็แล้วกันนะคะ /ฉัวะ โดนฟันดับ

อนึ่งการถ่ายทำภาพนิ่งชุดนี้ได้รับความอนุเคราะห์กล้องจากโทรศัพท์พกพายี่ห้อ NO-ตื๊ด- ของซานิวะเมฆเงินเอง ดังนั้นความคมชัดของภาพจะอยู่ที่ระดับติดลบสิบ  กรุณาทำใจก่อนการรับชมด้วยนะคะ


ณ สวนดอกไม้หลังฮงมารุแห่งหนึ่ง

เมฆเงิน: เอ ท่านปู่หายไปไหนหว่า เห็นเดินออกมาเมื่อกี้นี้เอง

??: ฮะฮะฮะ

เมฆเงิน: อาเร๊ะ?! 

เสียงคุ้นๆ ดังมาจากแปลงดอกไม้สุดรักของมิทสึทาดะ 

ขวับ!

! ! ! ! ! !

เมฆเงิน: ท่านปู่ ! ! ! ! ! ! !  



มิคาสึกิ: มันร่วงลงมาใส่มือข้าเองนะ ข้าไม่ผิด

เมฆเงิน: . . . .

งานนี้ได้มีตัดครึ่งจันทร์เสี้ยว แทนตัดเชิงเทียนแน่ๆ /ปาดเหงื่อ

มิคาสึกิ: เด็กน้อย ไหนๆ เจ้าก็อุตส่าห์ออกมาตามข้าแล้ว งั้นก็อยู่เป็นเพื่อนข้าชมอาทิตย์ตกดินสิ

เมฆเงิน: ปฏิเสธได้มั้ยคะ *กลัวเจ้าของสวนมาเห็นแล้วจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด*

มิคาสึกิ: ฮะฮะฮะ /ยิ้มหวาน

ไม่ได้สินะ . .




#แต่งรูปได้เหร้มาก เมฆเงินผู้อ่อนด้อยด้านไอทีทุกชนิด โทษความผิดกล้องละกัน /อ้าว

เมฆเงิน: อุ๊ก โคตรเจ็บ



.

.

.


จบแล้วค่า เฮ รูปสุดท้ายก่อนลดแสงนี่เห็นเรือนร่างปู่ภายใต้ชุดซึ่งไร้ฮากามะชัดมากกกกก (ก ไก่ ล้านตัว) จริงๆ กะจะใส่เป็นโมเสกเซนเซอร์แต่มันดูติดเรทไป เลยเปลี่ยนเป็นทำให้ภาพมันดูดำๆ แทน ฮาาา

นี่เมฆเงินไม่ได้หื่นกับด๋อยเลยนะคะ แค่ว่าถ้าไม่ถอดฮากามะออกแล้วมันจะดัดขาปู่ให้เห็นว่ากำลังเดินไม่ได้ก็เท่านั้นเอ๊ง จริงจริ๊งงง 5555

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณคนที่หลงเข้ามาอ่านความเพ้อเจ้อของเมฆเงินจนจบนะคะ ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้าถ้าเมฆเงินได้กลับบ้านไปคลอเคลียปู่เน้อ

. . . .

ขอบคุณผู้สนับสนุนหลัก: โทรศัพท์มือถือ NO-ตื๊ด- 

นายแบบ: Nendoroid 511 Mikazuki Munechika

ช่างภาพ: เมฆเงิน

โลเกชั่น: กอคุณนายตื่นสายหน้าบ้านซานิวะเอง


วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

[OS] Daomu biji : เทียนไขกับเทียนเจิน

#dmbjdaily‬ project หัวข้อ “เทียน”
Title: เทียนไขกับเทียนเจิน
Pairing: ไม่มีค่ะ นายน้อยแค่บ่นกับตัวเอง แต่จะบอกว่าเป็นผิงเสียก็ได้ค่ะ
Rate: PG


............................................


ผมนั่งมองเปลวเทียนบนโต๊ะทำงานมาได้ซักพักแล้ว ตรงหน้ามีสมุดบัญชีที่เปิดค้างไว้อยู่ แสงจากเทียนเล่มน้อยแม้ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นมากมายแถมยังจะพาให้สายตาเสีย แต่ก็ยังดีกว่าทนตรวจงานท่ามกลางความมืดของคืนข้างแรมล่ะนะ



วันนี้ไม่รู้เป็นวันซวยอะไร การไฟฟ้าสั่งตัดไฟเพื่อซ่อมบำรุงแหล่งจ่ายไฟใหญ่ประจำปีพอดี ผมต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จภายในคืนนี้ พรุ่งนี้ต้องเดินทางขึ้นเหนือกันแต่เช้าแล้ว จะปล่อยทิ้งค้างคาไว้ก็กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับมาสะสางอีก



ถึงคราวนี้ผมจะไม่ได้พาหวังเหมิงไปด้วย แต่งานบางอย่างยังฝากไว้กับเขาไม่ได้ จริงอยู่ที่ในช่วงเก้าปีมานี้หวังเหมิงเก่งขึ้นมากพอจะเป็นมือขวาให้แก่ผมได้ จนผมอดคิดไม่ได้ว่าดีแล้วที่เมื่อตอนนั้นไม่ได้ไล่เจ้าลูกน้องหกร้อยหยวนนี่ออกไป



ช่วงหลายปีมานี้ผมผ่านอะไรมามากมาย หลังจากทำใจเรื่องเสี่ยวเกอได้ผมก็เริ่มเข้าไปบริหารกิจการของอาสามอย่างเต็มตัว อาศัยการช่วยเหลือจากเสี่ยวฮัวสร้างฐานอำนาจ คัดเลือกพวกเลือดใหม่สร้างทีมสำหรับคว่ำกรวยที่เป็นของผมโดยเฉพาะขึ้นมา ในช่วงสองสามปีแรกผมไม่ได้ติดต่อหานายอ้วนเลย เรื่องของหยุนไฉ่มีผลต่อจิตใจของเขาเกินไปผมไม่อยากไปรบกวน



จนหลังจากนั้นได้ซักหนึ่งปี ย่างเข้าฤดูหนาวปีที่ 4 ที่เสี่ยวเจอจากไป ผมออกตรวจหน้าด่านร่วมกับเสี่ยวฮัวตามปกติ เมื่อกลับมาที่ร้านหวังเหมิงบอกว่ามีคนมารอพบเป็นเพื่อนเก่าของผม คนๆ นั้นคือนายอ้วน เขาดูเปลี่ยนไปมากดูผอมลงกว่าเดิมรอบหนึ่งได้ หน้าตาดูแก่ลงจากตอนที่เราแยกกันซักสิบปี ผมของเขาเริ่มมีสีดอกเลาแซมน้อยๆ แล้ว



ผมถามเขาว่ามีธุระอะไรถึงได้มาหา นายอ้วนขมวดคิ้วเอ่ยปากว่า ‘นายดูแปลกไปนะเทียนเจิน เหมือนทำอะไรหายไปซะแล้ว สิ่งที่สำคัญมากซะด้วย’



ผมหัวเราะ เข้าใจความหมายในคำพูดของเขาเป็นอย่างดี เอ่ยตอบเขาไปด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ‘ถ้าการทิ้งบางอย่างไปจะทำให้ฉันได้ครอบครองสิ่งที่ต้องการ ฉันก็ยอม’



หลังจากนั้นเราพูดคุยถึงเรื่องเก่าๆ กันอีกนิดหน่อย นายอ้วนมาหาคราวนี้เพราะได้ข่าวมาว่าผมกลายเป็นตะเกียบคีบลามะเจ้าใหญ่แทนที่อาสามไปแล้ว เขาคงนึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของผม ในวงการคว่ำกรวยนี้หากไม่ใช่เดนตาย ก็มีแต่ผู้มีอิทธิผลเบื้องหลังทั้งนั้น แต่พอมาเห็นตัวผมในตอนนี้เขาคงวางใจได้ แม้จะแอบเสียดายบางอย่างอยู่



นายอ้วนออกปากอาสาจะเป็นผู้ช่วยให้ถ้าผมจะลงดินครั้งต่อไป เรื่องส่วนแบ่งเขาไม่เกี่ยง ขอแค่ค่าน้ำร้อนน้ำชาซักสามสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพอ ผมยิ้มให้เขาจับมือตกลงร่วมงานกัน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ผมทำงานใหญ่ข้างกายจะมีนายอ้วนเคียงข้างเสมอ บางครั้งหวังเหมิงที่ผมเพิ่งค้นพบว่ามีฝีมือพอตัวก็จะไปด้วย ส่วนเสี่ยวฮัวหลังจากนายอ้วนกลับมาเขาขออยู่เป็นแนวหลังช่วยผมแทน





.....................



วูบ..



เปลวแสงเริ่มวูบไหวเมื่อตัวเทียนเหลือเพียงหนึ่งในสี่ นี่ผมเหม่อไปนานขนาดนี้เชียว?



น้ำตาเทียนหลอมละลายไหลหยดลงยังพื้นเบื้องล่าง อีกไม่นานเทียนเล่มนี้คงมอดดับไป ตัวผมเองก็คงจะเป็นแบบนั้น กลิ่นคาวเลือดชโลมสองมือ สีแดงทับถมจนกลายเป็นสีดำ ล้างอย่างไรก็ไม่มีวันออก ตัวตนเมื่อเก้าปีก่อนของผมถูกไฟของโลกเบื้องหลังเผาไหม้จนไม่เหลือแม้แต่ไส้เทียน



คำพูดของเสี่ยอ้วนในวันนั้นยังก้องอยู่ในหัวผมเสมอ ของสำคัญที่ผมทำหายไป ยอมละทิ้งมันไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ…



“เทียนเจินอู๋เสีย”






fin.


289 days left… ก่อนเราจะพบกันที่ฉางไป๋ซาน

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Fic Touken Ranbu: สุราใต้แสงโคม

Fic Touken Ranbu: สุราใต้แสงโคม

Pairing: Nagasone Kotetsu x Hachisuka Kotatsu
Rate: NC-18(?)
Warning: หลุดคาแรกเตอร์แน่นอนค่ะ นิสัยตัวละครซานิวะผู้นี้มโนเอาล้วนๆค่ะ 5555
ปล. ไม่ชินกับภาษาอย่างแรง อาจจะมีคำแปลกๆเยอะนะคะ



……




...ข้าไม่รู้…  ไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้วว่าตนเองมาอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร...


“อะ.. อา..”


...สติพร่าเบลอลงทุกที มีเพียงกายอันร้อนเร่านี้เท่านั้นที่เด่นชัด...


“.. ฮะ.. ตรงนั้น..”


...ภาพที่มองเห็นผ่านม่านน้ำบางเบานี้ฉายร่างของใครคนหนึ่งเลือนราง...


“อ๊าา.. จะถึง.. อะ..”


...แต่ตัวข้านั้นรู้ดี…


รู้จักคนผู้นี้ดียิ่งกว่าใคร และไม่มีผู้ใดจะมารู้จักตัวตนของคนผู้นี้ไปกว่าข้าอีกแล้ว


“อา.. นากาโซเนะ…”


.



.



.



.



.



.



วันนี้ที่ปราสาทบรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษเพราะท่านซานิวะเพิ่งจะรับจิตวิญญาณแห่งดาบตนใหม่มาจากการสู้รบกับเคบิอิชิในสนามรบที่อาสึคาชิยามะ ดาบทุกตนนอกจากทัพหลักซึ่งยังไม่กลับมาจากสนามรบต่างวิ่งวุ่นวายเพื่อจัดเตรียมงานฉลองตามคำสั่งของนายท่านที่ถูกส่งมาโดยมาเร็วเมื่อเย็นนี้ โชคยังดีที่ทัพสำรวจกลับมาได้ทัน งานจึงไม่หนักมากนัก


เป็นเพราะช่วงนี้มีศัตรูตัวร้ายอย่างเคบิอิชิโผล่มาบ่อยๆ นายท่านจึงมักจะติดตามทัพหลักออกไปด้วยบ่อยครั้งขึ้น ถึงแม้โคกิทสึเนะจะพยายามโน้มน้าวด้วยความเป็นห่วงแต่สุดท้ายก็ต้องยอมใจอ่อนพาท่านไปด้วยอยู่ดี


และเพื่อให้งานทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนที่ทัพหลักจะกลับมา ดาบทุกเล่มไม่เว้นแม้แต่บรรดาเด็กๆ มีดสั้นต่างถูกจัดสรรปันส่วนงาน คะเซ็นคาเนซาดะคอยกำกับดูแลและควบคุมงานครัวไปในตัว ถึงช่วงนี้นายท่านจะไม่ค่อยเรียกใช้งานเขาเหมือนอย่างเก่าแต่ยังคงให้ความสำคัญเสมอในฐานะคนสนิทที่เคียงกายมานานที่สุด ซึ่งแม้แต่โคกิทสึเนะมารุคนโปรดของนายท่านเองก็ยังต้องให้ความเคารพแก่คนผู้นี้


ตัวข้าถูกสั่งให้มาช่วยงานในครัว เพื่อจัดเตรียมสำรับสำหรับคน 43 คน โดยมีโชคุไดคิริเป็นหัวหลักในการทำ ตัวข้า คะเซ็น โฮริคาว่า คอยเป็นลูกมือในการช่วยปรุง ส่วนพวกเด็กๆ มีดสั้นและอิจิโกะฮิโตะฟุริช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ในห้องโถงใหญ่ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกันของทุกคน ไม่ช้างานก็เสร็จสมบูรณ์ทันเวลาที่ทัพหลักและท่านซานิวะเดินทางกลับมาถึงในยามที่จันทราเปลี่ยนแทนที่ดวงตะวัน คะเซ็นคาเนะซาดะเป็นคนแรกที่ออกไปต้อนรับยังหน้าเรือน


“โอคาริ ยินดีต้อนรับกลับขอรับนายท่าน”


“ยินดีต้อนรับกลับนะครับนายท่าน”


“นายท่านนน ไหนดาบใหม่เหรอครับ”


“วันนี้ก็เหนื่อยหน่อยนะครับคาเนะซัง”


เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยต้อนรับ และตามมาด้วยบรรดาคำทักทายอีกมากมายจากเด็กๆ มีดสั้นซึ่งเข้าไปรุมล้อมเมื่อนายท่านลงจากหลังมาอย่างตื่นเต้นที่จะได้เห็นสมาชิกใหม่ของเรือน


“กลับมาแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะคะคะเซ็นซัง” เสียงหวานกล่าวพร้อมยิ้มพราย


“ขอรับ ข้าจัดเตรียมทุกอย่างตามที่ท่านสั่งเอาไว้พร้อมแล้ว” ชายหนุ่มผมม่วงยิ้มตอบรับอย่างอ่อนโยน พลางเหลือบมองไปทางด้านหลังของนางเป็นเชิงถามถึงสมาชิกใหม่ ตั้งแต่นายท่านลงจากหลังม้าข้ายังไม่เห็นใครแปลกหน้านอกจากทัพหลักที่คุ้นเคยกันดี


“แล้ว… คนใหม่ล่ะขอรับ”


“อ้อ ข้ายังไม่ได้ปลุกเขาขึ้นมาน่ะ งั้นดีเลยเดี๋ยวเจ้าไปหานายช่างกับข้า ส่วนคนอื่นๆ ไปพักผ่อนตามสบายเถอะ เสร็จแล้วเราจะได้มาฉลองกัน” มือบางรับดาบในห่อผ้ามาจากโคกิทสึเนะมารุ ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงให้คะเซ็นตามนางไปโดยมีจิ้งจอกหนุ่มเดินเคียงกายไปไม่ห่าง


ข้าอดที่จะอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางที่ท่านซานิวะหันมาโวยวายใส่ใครอีกคนที่เดินตามไปทั้งที่ควรจะไปพักผ่อน ดาบแทบทุกเล่มต่างรู้ดีว่าจิตวิญญาณแห่งดาบบุตรของเทพอินาริคิดอย่างไรต่อนายท่าน คงจะเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่ยังคงปิดหูปิดตา ทำทีไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป ข้าหวังว่าสักวันเจ้าคงจะสมหวังนะโคกิทสึเนะมารุ


ลับร่างของทั้งสาม ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว และหลังจากนั้นไม่นานท่านซานิวะซึ่งกลับจากโรงตีดาบพร้อมผู้ติดตามทั้งสองและดาบเล่มใหม่ก็สั่งให้ตั้งโต๊ะสำรับเริ่มงานเลี้ยงฉลอง ไหสุราถูกนำออกมาเปิดและรินแจกจ่าย นอกจากเด็กๆ มีดสั้นและดาบบางตนที่นายท่านสั่งห้ามดื่มเด็ดขาดแล้วต่างก็ร่ำสุรากันอย่างสำราญ และแม้แต่ท่านซานิวะเองก็ดื่มไปไม่น้อยเช่นกัน


มื้อนี้ควรจะเป็นมื้อที่ทุกคนมีความสุขเพราะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา แต่ตัวข้ากลับดื่มกินอย่างฝืนกลั้นเต็มที เหล้าเลิศรสที่ควรจะหอมหวานกลับขมปร่าแสบร้อน อาหารตรงหน้าถูกแตะเพียงนิดทั้งที่โชคุไดทำออกมาได้อร่อยไม่เปลี่ยน และยิ่งยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำจากกลุ่มดาบข้างกายนายท่านตรงริมประตู ตัวข้าก็ยิ่งรู้สึกผะอืดผะอม


ฮาโอริสีขาวดำที่ข้าเกลียด ปากที่เอ่ยวาจาอย่างถือดีที่ข้าแสนชัง ใบหน้าคมเข้มมีเสน่ห์ที่ข้าไม่อยากจะมอง ยิ่งลูกแก้วอำพันแสนจองหองคู่นั้นทุกครั้งที่บังเอิญผินมาสบตายิ่งฉายประกายระริกรื่น ทำให้ข้ารู้สึกอยากกระชากมันออกมาดับแสงเสียให้สิ้น ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นเจ้านั่นล้วนแล้วแต่ทำให้ข้าไม่อยากใช้อากาศร่วมหายใจ


...เป็นแค่ของเลียนแบบแท้ๆ ยังมีหน้ามาใช้นามโคเท็ตสึอย่างหน้าชื่นตาบาน...


“ท่านพี่ฮาจิสึกะ.. ท่านพี่!”


“อ๊ะ มีอะไรงั้นเหรอ” เสียงเรียกข้างกายปลุกข้าตื่นจากภวังค์ความคิด สายตาเป็นห่วงเป็นใยที่น้องชายส่งมาให้ช่วยลดทอนความขัดเคืองในใจข้าให้บรรเทาลง



“ข้าเรียกท่านตั้งหลายรอบแล้วนะขอรับ ท่านพี่มัวแต่สนใจสิ่งใดกัน ข้านั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคนแท้ๆ”


ใบหน้างอง้ำพร้อมแก้มที่พองออกอย่างเอาแต่ใจทำให้ข้านึกเอ็นดูจนต้องยื่นมือไปขยี้ศีรษะประดับเรือนผมสีส้มอย่างมันเขี้ยว นั่นสินะ ข้ามีน้องชายที่น่ารักอยู่ทั้งคนแท้ๆ จะไปสนอะไรกับพี่ชายจอมปลอมที่ข้าไม่มีวันยอมรับกัน


“ฮะฮะ ดูทำหน้าเข้าสิ ข้าแค่คิดว่าถ้าได้นั่งจิบสาเกกับนายท่านอย่างพวกทัพหลักก็คงไม่เลวก็เท่านั้นเอง”


“จริงๆนะ ไม่ใช่ว่าท่านมอง..” ปลายเสียงเบาลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ


“หืม เจ้าว่าอะไรนะ”


“.. เปล่าหรอก ข้าแค่จะถามว่าท่านพี่รู้สึกไม่สบายรึเปล่า ข้าเห็นท่านกินน้อยแถมดื่มทีก็ท่าทางราวกับว่าเหล้าในจอกนั่นเป็นยาพิษ” เสียงใสกล่าวอย่างเป็นห่วง มือบางยื่นมาแตะหลังมือข้าเป็นเชิงถามชวนให้ใจอุ่นซ่าน เพื่อไม่ให้อุราชิมาต้องเป็นกังวลกับเรื่องไร้สาระ ข้าจำต้องกลืนรสขมเฝื่อนในลำคอ แย้มรอยยิ้มตอบไป


“ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยเท่านั้น ขอบใจน..”


เพล้ง!!


“เฮ้ย! เจ้าพูดงี้ชักดาบออกมาตัดสินกับข้าเลยดีกว่า!”


“ไม่เอาน่า เจ้าเมามากแล้วนะ นั่งลงแล้วดื่มดีๆ เถอะ”


“หุบปาก! เจ้ากล้าพูดดูหมิ่นข้า คิดว่าจะจบง่ายๆ งั้นเรอะ!!”


“น่าๆ..”


เสียงโวยของอิสึมิโนะคามิ และเสียงทุ้มที่พยายามพูดอย่างใจเย็นจากอีกฝั่งชะงักคำพูดของข้าไว้เรียกให้หันไปมองยังอีกฝั่ง และภาพตรงหน้าที่เห็นก็ทำให้ข้ารู้สึกเดือดดาลขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ


ชายหนุ่มผมยาวในชุดสีแดงสดตะโกนชี้หน้าใส่ใครอีกคนอย่างเกรี้ยวกราด มือบางกุมด้ามดาบพร้อมชักออกจากฝักทั้งที่ร่างนั้นยืนโงนเงนเต็มที โฮริคาว่าที่พยายามจะเข้าไปปลอบให้คนที่พิษสุราเข้าตาสงบลงกลับถูกสะบัดออก และนั่นทำให้ร่างโปร่งซึ่งการทรงตัวติดลบสะดุดหงายไปข้างหลังตามแรงโน้มถ่วงก่อนที่มือของคนที่นั่งอยู่จะจับกระชากเปลี่ยนทิศทางที่ร่างโปร่งจะล้มลงเป็นบนหน้าตักแกร่งนั้นแทนตำแหน่งที่ท่านซานิวะกำลังนั่งอยู่


“คาเนะซัง!” สองเสียงประสานขึ้นอย่างตกใจ โอริคาว่าเป็นคนแรกที่พุ่งออกไปตามด้วยนายท่านที่ดูจะตกใจอยู่ไม่น้อย


“เป็นอะไรรึเปล่าครับ!” น้ำเสียงห่วงใยจากคู่หูละล่ำละลักถามอย่างเป็นห่วง ตามมาด้วยร่างบางของนายท่านที่นั่งคุกเข่าลงใกล้ๆ เพื่อสำรวจดูทั้งสองคน


“ไม่เป็นไรนะคะ ทั้งสองคน”


“ฮะฮะ ข้าคิดว่าไม่เป็นอะไรหรอก”


“ปล่อยข้านะเจ้าบ้า!” คนเมาโวยวายทุบตีเจ้าของอ้อนแขนจนแทบระบมจนต้องยอมปล่อยมือ ทันทีที่เป็นอิสระอิสึมิโนะคามิก็ทำท่าจะแผลงฤทธิ์อีกรอบจนโฮริคาว่าจำต้องลากกลับห้องไป นายท่านถามย้ำอีกฝ่ายอีกหลายครั้งจนแน่ใจว่าไม่ได้รับบาดเจ็บ ทุกคนก็ละความสนใจหันกลับมาฉลองกันต่ออย่างสนุกสนาน


ข้าละสายตากลับมาจิบสาเกเย็นชืดในจอกด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด จิตใจมันร้อนรุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็น แม้แต่เสียงเรียกจากท่านซานิวะที่นั่งลงข้างกาย ข้าก็ไม่แม้แต่จะได้ยินจนน้องชายสะกิดเรียกจึงรู้สึกตัว ร่างงามยิ้นอย่างไม่ถือสากับความไร้มารยาทนี้ ชักชวนข้าดื่มเหล้าหมักพิเศษที่ท่านได้มาโดยข้างกายก็ยังมีจิ้งจอกหนุ่มตามติดเช่นเดิม


🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿


จากยามสองล่วงเข้ายามสาม เหล่าเด็กน้อยถูกพาไปนอนจนหมดเหลือเพียงผู้ใหญ่ที่ยังคงร่ำสุรากันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเลิกรา ซานิวะซึ่งเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวของบ้านเฝ้ามองดูเหล่าบรรดาดาบใต้อาณัติอย่างเปี่ยมสุขที่เห็นทุกคนยิ้มและหัวเราะอย่างสุขใจ โดยเฉพาะคนตรงหน้านางซึ่งตอนนี้วงหน้าแดงก่ำจากพิษสุรา นัยน์ตาสีหยดน้ำหยาดเยิ้มชวนมองประกอบกับรอยยิ้มหวานยิ่งส่งให้ฮาจิสึกะ โคเท็ตสึในยามนี้งดงามยิ่งนัก


คงต้องบอกว่าโชคช่างเข้าข้างนาง เพราะอุราชิม่าคุงที่หลับสนิทอยู่ข้างกายพี่ชายก่อนหน้านี้ถูกนางสั่งให้เฮชิคิริพาไปนอนรวมกับเด็กๆ บ้านโทชิโร่เรียบร้อยแล้ว เพียงเท่านี้ก็ไม่มีมารมาคอยขัดสิ่งที่นางตั้งใจจะทำ และต้องทำให้ได้ซะด้วย


“ฮาจิสึกะซัง.. ฮาจิสึกะซังคะ”


“อื้ม.. ว่างายขอรับนายท่าน” โอเค น้ำเสียงท่าทางไปซะขนาดนี้คงเมาได้ที่แล้วล่ะ ถึงเวลาที่นางจะเริ่มชักนำตัวละครถัดไป


“ข้าว่านี่ก็ดึกมาแล้ว ท่านน่าจะไปนอนพักได้แล้วนะคะ เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่ง”


“ไม่..ไม่เป็นราย ข้า..อึก. เดินไปเองได้” พูดพลางลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงให้นายสาวเห็นว่าตัวเองยังคงไหวจนเกือบจะล้มทิ่มไปเหมือนใครบางคนก่อนหน้านี้ ยังดีที่โคกิทสึเนะมารุคอยท่าอยู่ก่อนแล้วจึงคว้าเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มหัวฟาดไป


“แต่ข้าว่าไม่น่าไหวนะคะ รอประเดี๋ยวข้าจะไปเรียกคนมาพาท่านกลับห้อง ฝากด้วยล่ะโคกิทสึเนะ”

“ขอรับ”


เสียงหวานที่เจือแววห่วงใยทำให้ฮาจิสึกะนั่งลงอย่างจำยอมแม้สติจะเริ่มพร่าเลือนลงทุกที แว่วเสียงนายท่านคนงามเรียกขานคนผู้หนึ่ง ก่อนจะตามด้วยเสียงทุ้นต่ำคุ้นหูตอบรับแต่เขาไม่มีสติพอที่จะนึกออกอีกแล้วว่าใครกันที่นายท่านเรียกมา และกำลังสอดแขนประคองร่างปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงของเขาขึ้นแนบอก


“ข้าฝากเจ้าด้วยนะ ห้องของเขาอยู่ตรงมุมซ้ายสุดทางเดินฝั่งตะวันออก”


“ขอรับท่านซานิวะ ข้าจะพาเข้าไปเอง”


แว่วเสียงใสหัวเราะอย่างถูกใจดังขึ้นเบาๆ สัมผัสอุ่นที่แนบชิดพาให้รู้สึกสบายจนอยากจะหลับไปทั้งอย่างนี้ และก่อนที่คนมาช่วยพากลับห้องจะได้ทันก้าวเดินคนที่ถูกหิ้วปีกอยู่ก็ชิงหลับไปดื้อๆ ทั้งอย่างนั้น น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาในอ้อมแขนและลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าตัวคงหลับสนิทไปเป็นที่เรียบร้อย ร่างสูงทอดถอนใจพร้อมส่ายหัวน้อยๆ แขนแกร่งตวัดขึ้นอุ้มกระชับอ้อมกอด ก่อนจะเอ่ยขอตัวลาจากซานิวะสาวที่กำลังหัวเราะอย่างถูกใจดังขึ้นเรื่อยๆ จนจิ้งจอกข้างกายต้องสะกิดเตือน


🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿


ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในฐานะจิตวิญญาณแห่งดาบที่มีกายเนื้อ คงไม่มีเรื่องใดจะสั่นคลอนจิตใจและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจของนากาโซเนะ โคเท็ตสึผู้นี้ได้เท่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้อีกแล้ว



น้ำหนักที่ทิ้งลงมาบนหน้าตักทำให้ต้องเอนตัวไปทางด้านหลัง สัมผัสร้อนผ่าวของผิวเนื้อแนบชิดอกเปลือยเปล่า มือบางซุกซนที่เลื่อนลงต่ำจนเขาต้องหยุดเอาไวัก่อนที่อะไรมันจะสายเกินแก้ แต่ดูท่าเจ้าตัวซึ่งขณะนี้ไร้สติสัมปชัญยะเป็นที่เรียบร้อยจากฝีมือมอมเหล้าของท่านซานิวะจะไม่ได้รับรู้ในข้อนี้ กลับยิ่งบดเบียดสะโพกเสียดสีบิดวนกับตักแกร่งด้วยท่าทางยั่วเย้าชวนให้คุณธรรมที่ร่างสูงพยายามไขว่คว้ากระเด็นหายออกไป แล้วกระโจนเข้าใส่โรมรันกันอย่างบ้าคลั่ง



หากไม่คิดถึงผมที่จะตามมาหากเขาร่วมรักกับคนตรงหน้าไป จากแต่เดิมก็แทบจะมองหน้ากันไม่ได้ คงไม่แคล้วกลายเป็นความเกลียดชังสุดแสนที่อีกคนจะมอบให้เป็นแน่แท้ เพียงแค่คิดว่าจะถูกมองด้วยสายตามหยามเหยียดเช่นในอดีตเมื่อแรกพบ หัวใจก็พลันเจ็บแปลบ


เขาไม่อยากเห็นอีกแล้ว... แววตาว่างเปล่าที่ทอดมองมาราวกับเขาเป็นเพียงเศษธุลี ช่วงเวลาร้อยปีที่ความห่างเหินหดแคบลงมาจนอีกฝ่ายยอมให้เข้าใกล้ในระยะสายตามันมีค่าเกินกว่าที่เขาจะทำลายมันเพียงเพราะความต้องการเพียงแค่ชั่ววูบด้วยฤทธิ์ของสุรา


...อีกอย่าง ถึงแม้ชาติกำเนิดของเขาจะไม่แน่ชัดและถูกปฏิเสธ คนตรงหน้าก็ได้ชื่อว่าเป็นน้องชายของตนอยู่ดี...


"อึก หยุดเถอะฮาจิสึกะ ก่อนที่ข้าจะหยุดตัวเองไม่ได้..."


เอ่ยห้ามปรามพร้อมจับตรึงสะโพกมนให้หยุดนิ่ง แต่นั่นกลับเป็นการเปิดโอกาสให้มือที่เป็นอิสระได้ลูบไล้ไปตามแผ่นอกตึงแน่น นิ้วเรียวบดขยี้ติ่งไตสีเข้มเขี่ยวนหยอกล้อจนคนตรงหน้าต้องกัดฟันกรอด มืออีกข้างสอดยังท้ายทอยดึงกระชากร่างสูงเข้าหา ประกบปากนุ่มลงบดเคล้าคลอ ทั้งอ้อนวอนแล้วยั่วเย้าอยู่ในที


อำพันคู่งามเบิกกว้างขึ้น สัมผัสดูดดึงสัมผัสดูดดึงไล้เลียออดอ้อนอยู่ในทีพาให้ใจสั่น ฟันขาวขบเม้มหยอกเย้าชวนให้ใจสั่น ริมฝีปากหนาจำยอมเปิดทางให้ลิ้นเล็กเข้ากระหวัดเกี่ยวพัวพันอย่างลึกซึ้งตามที่อีกฝ่ายปรารถนา ในช่วงแรกมีเพียงร่างบางที่เป็นฝ่ายไล่ต้อนลิ้นร้อนซึ่งพยายามหดหนี ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายร่างสูงเองที่ส่งลิ้นชื้นเข้าพัวพันดูดดึงราวกับจะกลืนกินลงไป


เสียงบดจูบอย่างหิวกระหายดังขึ้นแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบของยามราตรี องศาที่ผลัดเปลี่ยนยิ่งเพิ่มความแนบชิดดูดดื่ม รสหอมหวานที่ผู้เป็นน้องชายมอบให้ค่อยๆ ละลายความยับยั้งของนากาโซเนะไปทีละน้อย



🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿



ฮาจิสึกะลอบยิ้มอยากถูกใจเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงบีบคลึงที่เพิ่มขึ้นตรงสะโพก อกบางยิ่งเบียดแนบชิดกับร่างด้านใต้ สองมือลูบไล้บดขยี้ยังยอดอกจนได้ยินเสียงครางต่ำจากร่างสูง ตัวเขาไม่รับรู้อะไรอีกแล้วนอกจากความต้องการที่มีต่อคนตรงหน้าจนแทบขาดใจ อยากให้มือคู่นั้นโอบกอดร่างนี้เอาไวั มอบสัมผัสเร่าร้อนให้แต่เพียงผู้เดียว


...มีแต่ข้าเพียงคนเดียว อย่าได้หันหาผู้ใดอื่นอีก โดยเฉพาะคนผู้นั้นที่เจ้าเอาแต่เฝ้ามอง…


สองร่างแนบชิดถ่ายทอดอุณหภูมิกายใหัแก่กัน ปราการที่ขวางกั้นมีเพียงกิโมโนอันหลุดลุ่ยของร่างบางซึ่งตอนนี้แหวกออกจนแทบเปลือยเปล่า สัมผัสแข็งเกร็งตรงใต้สะโพกบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเองก็ใกล้จะสิ้นสุดความอดทนแล้วเช่นกันนั้นยิ่งเป็นการเร่งให้ฮาจิสึกะเบียดแนบกลางกายของตนลงกับตักของร่างสูง ขาขาวอ้ากว้างคร่อมทับแนบเบียด เสียดสีจนความฉ่ำเยิ้มเปื้อนออกมานอกอาภรณ์


...อีกนิดเดียวเท่านั้น...


ปากบางผละออกจากจุมพิตร้อนแรงแตะแนบลงยังปลายคางสาก ขบเม้มดูดดึงจนขึ้นสี ก่อนมือเรียวแตะลงยังแขนแกร่งชักพาให้ร่างสูงปรนเปรอตนไปตามเรือนกายผุดผาด บังคับนิ้วยาวสอดใส่ยังช่องทางสีหวานที่ยังคงปิดสนิท เสียงหวานจะร้องครางออกมาอย่างถูกใจเมื่อนิ้วแกร่งสะกิดเย้ารอบรอยจีบก่อนสอดใส่เข้าไปอย่างที่ตนต้องการ


แรงตอดรัดตรงปลายนิ้วพาให้นากาโซเนะแทบคลุ้มคลั่ง น้องชายของเขาในยามนี้ช่างหอมหวานไปทุกส่วน ความเป็นชายปวดตึงจนคับแน่นและยิ่งจำนวนนิ้วในช่องด้านหลังถูกเพิ่มขึ้น สะโพกนุ่มก็ยิ่งบดเคล้าลงมายังแก่นกายของเขาอย่างหนักหน่วง จนทำให้ในตอนนี้ร่างสูงแทบอยากจะฉีกทึ้งความผิดชอบชั่วดี กระชากร่างแสนซนจอมยั่วคนนี้กดลงใต้ร่างแล้วทำตามความปรารถนาที่พลุ่งอยู่ในอกให้สมใจ


แต่เพราะสติที่ยังเหลืออยู่คอยย้ำเตือนถึงผลที่จะตามมาช่วยฉุดรั้งเอาไว้ ไม่ให้ทำอะไรไปมากกว่านี้ นากาโซเนะคิดเพียงแค่ว่าหากเขาอดทนเอาไว้ได้ ขอแค่ช่วยให้ร่างบางปลดปล่อยอีกฝ่ายคงจะผละจากไปเอง


...ซึ่งมานึกย้อนดูหลังจากผ่านเรื่องราวในคืนนี้ไปแล้วความคิดของเขามันผิดโดยสิ้นเชิง…


ฮาจิสึกะรู้สึกขัดใจยิ่ง เมื่อดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงไม่คิดจะทำอะไรไปมากกว่านี้ ทั้งที่ตรงส่วนนั้นร้อนผ่าวถึงขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่นอกจากทำตามที่เขาชักพาร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะทำในสิ่งที่เขาต้องการเสียที ตัวเขาในตอนนี้เพียงแค่การสอดใส่ด้วยนิ้วนั้นไม่เพียงพอ


...มากกว่านี้...


...สัมผัสร่างนี้ให้มากกว่านี้…


...เติมเต็มตัวตนของเจ้าแก่ข้า…


"อา.. นากาโซเนะ  ได้โปรด..."




...ได้โปรด โอบกอดข้าที..
.


.


.


.


.


.










END or TBC.?

หน้าเว็บ